รีวิว Digimon Story: Time Stranger: เกมดีที่ชวนฟิน แต่จะฟินสุดฟินเน้น… มันขึ้นอยู่กับว่าคุณเลือกเล่นบน Switch รุ่นไหน!
*ขอขอบคุณ Bandai Namco Entertainment Asia สำหรับโค้ดรีวิวมา ณ โอกาสนี้
สวัสดีครับทุกคน! ปอลนาโช่ มารายงานตัวอีกแล้ว…หลังจากคราวก่อนผมสับแหลกเกมปีนหอคอยจนยับเยิน รอบนี้พระเจ้ายังเมตตา ส่งเกมดี ๆ มาเยียวยาจิตใจ และเกมนั้นก็คือ Digimon Story: Time Stranger ซีรีส์ Story ภาคหลักที่แฟน ๆ รอกันมานานถึง 8 ปีเต็ม! รอบนี้บันไดจัดให้แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ลงพร้อมกันทั้งชาว Nintendo Switch รุ่นดั้งเดิม และชาวคอนโซลเจนใหม่อย่าง Nintendo Switch 2


บอกตรงนี้แบบไม่กั๊กเลยว่า จากข้อมูลประสิทธิภาพและสเปกที่ปล่อยออกมา มันคือความฟินระดับที่เอาคะแนนไปเลย 80 คะแนน! รอบนี้ไม่มีหักปากกาเซียน เพราะเนื้อแท้ของเกมเขาทำระบบออกมาได้แน่นมาก แต่ความต่างของฮาร์ดแวร์นี่แหละที่ส่งผลต่ออรรถรสแบบเต็ม ๆ ล้อมวงเข้ามาครับ เดี๋ยวปอลนาโช่จะเหลาความต่างแบบเปิดอกให้ฟัง
ภาพรวมตัวเกม: มหากาพย์ไซไฟกู้โลกและกาลเวลา
สำหรับ Digimon Story: Time Stranger รอบนี้ไม่ได้พาเราไปแค่ดิจิตอลเวิลด์ธรรมดา ๆ แต่ชูโรงด้วยธีม การเดินทางข้ามเวลา เราจะได้รับบทเป็นเอเจนต์สังกัดองค์กร ADAMAS ย้อนเวลากลับไปแก้ไขประวัติศาสตร์และหยุดยั้งมหาภัยพิบัติที่ทำให้ทั้งสองโลกปั่นป่วน โครงสร้างเกมเป็นแนว RPG เทิร์นเบส เน้นการวางกลยุทธ์สลับเทิร์น ที่รอบนี้ขนดิจิมอนมาให้สะสมและฟูมฟักมากกว่า 450 ตัว! ระบบแปลงร่าง (Digivolution) ลุ่มลึกสะใจสายฟาร์มแน่นอน


Switch 1 ปะทะ Switch 2 เล่นบนไหนดี?
ทีนี้มาถึงจุดสำคัญที่หลายคนตั้งคำถาม คือประสิทธิภาพการรันเกมนี้ระหว่างเครื่อง Switch สองเจเนอเรชันครับ ซึ่งความแตกต่างทางเทคนิคของฮาร์ดแวร์มันชัดเจนจนส่งผลต่อเกรดของตัวเกมเลยทีเดียว:
• ฝั่งเนื้อหอมขวัญใจเจนใหม่ (Nintendo Switch 2):
ตัวเกมบน Switch 2 จะมีโหมดกราฟิกมาให้เลือก 2 แบบ คือ Quality Mode ที่ดันภาพคมกริบระดับ 4K 30FPS แถมเปิด HDR ได้ หรือถ้าใครชอบความลื่นไหลก็ปรับ Performance Mode วิ่งเต็มเหยียด 60FPS นวลตาไม่มีสะดุดทั้งตอนต่อทีวีและโหมดพกพา ยิ่งไปกว่านั้น ระบบโหลดฉากยังไวมากจนแทบไม่ต้องรอนานให้เสียอารมณ์
• ฝั่งเสื่อผืนหมอนใบเครื่องเดิม (Nintendo Switch 1):
ต้องพูดกันตรง ๆ แบบไม่เกรงใจว่า “ตามสภาพ” ครับ ทีมพัฒนาพยายามรีดพลังเครื่องเก่าสุดชีวิตแล้ว ภาพที่ได้จะล็อคอยู่แค่ 1080p ตอนต่อทีวี และ 720p ตอนพกพา โดยทำเฟรมเรตได้แค่ 30FPS เท่านั้น ไม่มี HDR ทำให้สีสันดูหม่นกว่า และสิ่งที่แอบเป็นคอขวดเวลาฟาร์มคือ เวลารอโหลดฉากข้ามแมป ที่เครื่องรุ่นแรกจะใช้เวลานานกว่าเครื่อง Switch 2 อย่างเห็นได้ชัด ตัวโมเดล 3D ของดิจิมอนในจอรุ่นเก่าจะแอบเห็นรอยหยักตามขอบค่อนข้างหนา ทำให้ความละมุนลดลงไปนิดนึง
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเวอร์ชันใดก็ล้วนอยู่บนพื้นฐานของ “ความสนุกและคุณค่าของตัวเกม” ที่ระบบเกมเพลย์มันแบกเอาไว้ได้แข็งแกร่งมากครับ
1. ระบบต่อสู้และเลี้ยงดูที่ไร้ที่ติ: การจัดทีมดิจิมอน 450 กว่าตัวเพื่อทำคอมโบ ทำให้เกมนี้น่าติดตามและฉีกหนีความซ้ำซากของเกมเทิร์นเบสยุคเก่าไปได้เลย สายเสพติดการโมดิฟายดิจิมอนเล่นได้เป็นร้อยชั่วโมงแน่นอน


2. เนื้อเรื่องสไตล์มิติคู่ขนานที่เข้มข้น: บทเกมนี้เขียนออกมาเอาใจแฟน ๆ ยุคเก่ามาก มีความดาร์ก มีปมปริศนาที่ชวนเอ๊ะตลอดเวลา ดันเจี้ยนแต่ละยุคสมัยมีพัซเซิลให้แก้ตามทาง ไม่ใช่แค่เดินหน้าฆ่ามันอย่างเดียว
3. สิ่งที่ต้องหักคะแนน: แน่นอนครับ ปัญหาหลัก ๆ คือความต่างชั้นของฮาร์ดแวร์ สำหรับฝั่ง Switch 1 จะรู้สึกทันทีว่าเกมมันกินสเปกจนเครื่องเดิมเริ่มหอบ แถมการปรับสมดุลความยากในช่วงกลางเกมแอบก้าวกระโดด บังคับให้เราต้องแวะฟาร์มเลเวลค่อนข้างนานไปหน่อย แฟนเกมสายใจร้อนอาจมีบ่น


บทสรุป
Digimon Story: Time Stranger คือผลงานระดับท็อปฟอร์มที่แฟนดิจิมอนและคอเกม JRPG ต้องซื้อมาเล่น มันสนุก ลุ่มลึก และคุ้มค่าเงิน แต่ข้อแนะนำสำคัญคือ ถ้าคุณกำลังจะขยับไปเครื่อง Switch 2 หรือมีเครื่องอยู่ในมืออยู่แล้ว… จงเลือกเวอร์ชัน Switch 2 มาเล่นซะ เพราะกราฟิก 60FPS และการโหลดที่รวดเร็วมันคือสวรรค์ของการเล่นเกมยุคนี้จริง ๆ แต่ถ้าใครยังอยู่กับเครื่องรุ่นแรก ก็ยังถือว่าเล่นได้สนุกตามอัตภาพครับ ตัวเกมเพลย์ยอดเยี่ยมจนสอบผ่านฉลุยแบบไม่มีข้อกังขา





