Articles News

สัมภาษณ์พิเศษผู้บริหาร Tencent และ Saturday School โครงการ Beyond the Screen

สัมภาษณ์พิเศษผู้บริหาร Tencent และ Saturday School โครงการ Beyond the Screen

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ทีมงานไทยเกมวิกิได้มีโอกาสเข้าร่วมสัมภาษณ์กลุ่มกับผู้บริหาร Tencent นั่นคือคุณมนรวี อำพลพิทยานันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาธารณะประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก กับคุณสรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ เนื่องในโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายเปิดตัวแคมเปญ Beyond the Screen: Healthy Digital Play Thailand ซึ่งมีเป้าหมายในการส่งเสริมให้ครอบครัวสร้างเสริมพฤติกรรมการเล่นผ่านสื่อดิจิทัลอย่างเหมาะสมครับ รายละเอียดจะมีอะไรบ้างนั้นเชิญอ่านต่อได้เลย


ถาม “คำถามแรกนะครับ ปกติเวลามีการจัดตั้งโครงการหรือแคมเปญแบบนี้มักจะต้องมีการคิดถึงส่วนของ KPI หรือการวัดผลความสำเร็จของโครงการ แล้วอย่างกรณีแคมเปญนี้จะมี KPI ในลักษณะไหนบ้าง สิ่งใดที่เรียกว่าแบบถือว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จครับ?”

คุณมนรวี “Tencent เราเคยทำงานกับมูลนิธิของโรงเรียนวันเสาร์ตั้งแต่ปี 2567 นะคะ ก็เรียกว่า Level Up Through Healthy Gameplay ค่ะ เราเห็นถึงผลการตอบรับที่ดีมากๆ เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ ทำให้เรามองถึงว่าเราสามารถที่จะยกระดับให้มากขึ้นค่ะ อย่างครั้งที่แล้วเราก็มีการพูดคุยกันกับทางผู้ปกครอง เยาวชนแล้วก็ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ค่ะ

อย่างในส่วนของครั้งเนี้ยเพราะว่าเราเห็นการตอบรับที่ดีทุกครั้งในเวลาในการจัดงาน เราก็จะมีการพูดคุยกันว่าอะไรที่จะเป็นประโยชน์ได้ดีที่สุดสำหรับผู้เข้าร่วมงาน โดยเฉพาะเยาวชนแล้วก็ในส่วนของผู้ปกครองค่ะ เราก็เลยจัดในส่วนของ Beyond the Screen นี้ขึ้นมา  ซึ่งตัวนี้เป็น Regional Campaign ที่เราได้เปิดตัวไปแล้วที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อตอนเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

แล้วเราก็นำมาขยายผลขึ้นมาจากเมื่อสองปีที่แล้วค่ะ มีขอบเขตมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเกี่ยวกับระยะเวลาในการใช้หน้าจอหรือว่ามาตรการความปลอดภัยในการเล่นเกม แล้วก็การพูดคุยกันระหว่างผู้ปกครองแล้วก็เยาวชนค่ะ เราเห็นถึงความต้องการจุดนี้ โดยประเทศไทยเองอุตสาหกรรมของเกมก็เติบโตขึ้นแล้วก็มี Community ที่ active มาก ๆ เรามองถึงว่าเราสามารถที่จะสร้าง Ecosystem ยังไงให้แข็งแรง เราเลยนำเอาโครงการนี้เข้ามาค่ะ”


ถาม “ปัจจุบันนี้หลาย ๆ ประเทศก็ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเด็กในโลกออนไลน์ ขณะที่แพลตฟอร์มเกมในแอปพลิเคชันก็มี Social Function ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสังคมในเกม การแชท เป็นต้น อยากจะรู้ว่า Tencent จะสร้างสมดุลระหว่างการเล่นเกมของเด็กอย่างสร้างสรรค์แล้วก็สนุกกับการดูแลความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนยังไงบ้างคะ?”

คุณมนรวี “ความปลอดภัยเป็นเรื่องที่บริษัท Tencent ให้ความสำคัญมาก ๆ เรามองว่าความปลอดภัยกับ feature ในการสื่อสารกันไปด้วยกันได้ค่ะ โดยความปลอดภัยเป็นพื้นฐานของการที่จะทำให้การเล่นเกมรู้สึกสนุกแล้วก็ได้ผลประโยชน์จากการเล่นเกม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกันเป็นทีมหรือการแลกเปลี่ยนสื่อสารกันมันต้องเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยก่อน ความไว้วางใจระหว่างกันที่ทางผู้ปกครองก็รู้สึกไว้วางใจ เพราะฉะนั้นความปลอดภัยมันมาเข้าคู่ด้วยกัน

เรื่องของความปลอดภัยนี่เราต้องดูในเรื่องของมาตรการความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาในการใช้หน้าจอหรือว่ามาตรการเวลามีปัญหาว่าจะสามารถรายงานได้อย่างไร แล้วก็รอาจจะเป็นการแจ้งเตือนเวลาในการใช้หน้าจอ ก็เป็นมาตรการความปลอดภัยในส่วนหนึ่ง

ในส่วนที่สองนี่การที่จะทำให้เกิดความสมดุลก็ต้องมีการพูดคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยของผู้ปกครองหรือเยาวชน ภาคการศึกษาหรือว่าภาครัฐแล้วก็ภาคประชาสังคม นี่คือสาเหตุทำไมว่าเรามาจัดแคมเปญกันในวันนี้นะคะ โครงการ Beyond the Screen เป็นเป้าหมายหลัก ๆ ของวันนี้ คือเป็นการเปิดกว้างที่ทำให้ผู้ปกครองและเด็กสามารถเข้ามาพูดคุยแล้วก็เข้าใจว่าเด็กเวลาเล่นเกม เขาสื่อสารอะไร เขาสนใจอะไรนะคะ

ในส่วนของมาตรฐานสากล บริษัท Tencent ต้องการมาตรฐานที่มีความสอดคล้องกันทั่วโลก เพราะว่ามันทำให้นอกจากผู้ปกครองจะใช้งานได้ง่ายแล้ว นักพัฒนาต่าง ๆ เขาก็สามารถที่จะเข้าสู่ระบบแล้วก็เข้าใจระบบและมาตรฐานที่สอดคล้องกันได้ ทีนี้ในทางปฏิบัติว่าด้วยมาตรฐานสากลนั้น ทุกประเทศทุกสังคมมันไม่เหมือนกัน ก็จะมีบริบทที่แตกต่างกัน

ในทางความเป็นจริงแล้ว เราก็จะต้องดูว่าเราจะมาปรับใช้ในบริบทของสังคมแต่ละประเทศได้ยังไงอีกเรื่องนึง นี่ก็เป็นสาเหตุว่าเราก็พร้อมนะคะที่จะเข้ามาพูดคุยแล้วก็สนับสนุนอย่างยิ่งที่ทำให้มาตรฐานสากลเนี่ยมันมีความสอดคล้องกันทั่วโลกนะคะ แล้วก็คุยกันว่าจะมาปรับเข้ากับบริบทของไทยยังไงค่ะ”

คุณสรวิศ “ผมเสริมนะครับ ปกติแล้ว Saturday School เราทำงานกับเด็ก ๆ โดยจริง ๆ แล้วสิ่งที่เด็กเขาจะเรียนรู้ได้ดีมันคือสิ่งที่เขาชอบหรือว่าเป็นสิ่งที่เขาอาจจะมี passion มีความสนใจในด้านนั้น ๆ อยู่ ปกติเราสอนพวกวิชาต่าง ๆ นอกห้องเรียนก็จะเป็นการที่ให้เด็กเลือกเรียนก่อนว่าอยากจะเรียนวิชาอะไรเราก็หามาสอน

ในขณะเดียวกันเรื่องเกมก็จะเป็นสิ่งที่เด็กสนใจมาก ๆ เลยครับ ซึ่งการที่เด็กสนใจมันมีข้อดีก็คือว่าถ้าสมมุติเด็กเขาสนใจอะไรแล้วเราอยากจะป้อนเรื่องของศักยภาพบางอย่างลงไป เช่น ปกติ Saturday School เราทำงานเกี่ยวกับเรื่อง Growth Mindset หรือ Self-awareness การรู้จักตัวเอง Resilience การล้มแล้วลุกได้แล้วก็ Pro-social behavior เรื่องของการที่พฤติกรรมเอื้อต่อสังคมอะไรแบบนั้น ในขณะเดียวกันทักษะต่าง ๆ ที่เราอยากจะพัฒนาเด็กไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสื่อสาร การทำงานร่วมกับคนอื่นนะครับ หรือว่า Creativity ต่าง ๆ เราก็จะสอดแทรกผ่านสิ่งที่เด็กสนใจได้ คือถ้าเด็กได้เรียนแล้วก็ได้ทำกิจกรรมในสิ่งที่เขาสนใจจะต่างกับกิจกรรมที่เขาไม่ได้สนใจค่อนข้างเยอะ

คือถ้าสมมุติว่ากิจกรรมที่เด็กไม่สนใจเขาอาจจะแบบปิดกั้นเลยว่าฉันไม่ได้อยากรับรู้อะไร แต่ว่าถ้าเป็นสิ่งที่เด็กสนใจ ตรงนี้ก็จะเป็น tools ตัวหนึ่งที่เราสามารถที่จะพัฒนาเด็กได้ ในขณะเดียวกันถ้าเป็นเด็กเล็กก็จะมีผู้ปกครองที่เป็นอีกหนึ่งกลุ่มคนที่สําคัญมากมากในการที่จะดูแลเด็ก เพราะฉะนั้นการที่เรามีโครงการร่วมกันก็จะเป็นตัวที่ทําให้การสื่อสารระหว่างผู้ปกครองกับเด็กสามารถที่จะพูดคุยกันได้มากขึ้น จากที่ปกติแล้วถ้าเด็กสนใจเรื่องเกมเขาไปเล่นเกมอย่างเดียวก็จะทําให้ ขาดการสื่อสารกับผู้ปกครองไป แต่ว่าถ้าสมมุติว่าผู้ปกครองมี empathy เข้าใจว่าเด็กเค้ากําลังทําอะไรอยู่ ใช้เกมซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กสนใจอยู่แล้ว เป็น tools ที่จะเข้าหาเด็ก แล้วก็ สื่อสารกันมากขึ้น ได้เข้าใจเด็กมาก ก็จะเป็นกิจกรรมที่สําคัญมากในการที่จะทําให้ครอบครัวเติบโตต่อไปได้ครับ”


ถาม “แสดงว่าตัวโครงการก็อาจจะมีการไปเข้าถึงส่วนของภาคการศึกษาแต่ละลำดับชั้นด้วยใช่ไหมครับ ไม่ใช่เป็นแค่การจัดกิจกรรมในวันหยุดน่ะครับ”

คุณสรวิศ “สําหรับของ Saturday School ของเรา จากชื่อก็คือวันเสาร์นะครับ ก็จะเป็นการทำงานนอกหน้องเรียนเป็นส่วนใหญ่ มักเป็นวันเสาร์ตอนเช้าแล้วเราก็มีวันธรรมดาหลังเลิกเรียนด้วยก็จะเป็นช่วงเลิกเรียนของเด็กที่เราจะไปทํางานด้วย แต่ว่าตอนนี้เราก็มีการขยายโครงการมาพอสมควร ก็จะมีโครงการที่เราทํางานกับคุณครูเพื่อให้คุณครูไปทํางานกับเด็กในโรงเรียนเช่นเดียวกัน ก็จะมีทั้งนอกห้องเรียนในห้องเรียนอยู่บ้าง แต่ว่าในเวลาเรียนเราจะพยายามไม่ค่อยไปรบกวนเด็ก ๆ ครับ
ปกติแล้วถ้าในห้องเรียนเราจะทํางานกับคุณครูครับ เพราะฉะนั้นเราจะมีการพัฒนาครูให้มีทักษะบางอย่าง เช่น เราให้ครูเรียนรู้เกี่ยวกับ AI เพื่อให้ AI มาช่วยออกแบบการสอน ช่วยลดภาระครูแล้วก็ทําให้คุณครูสามารถทําเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กด้าน thinking reading อะไรพวกนี้ได้ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นการทำงานนอกห้องเรียนกับคุณครู แต่ว่าคุณครูเนี่ยจะมาพัฒนาภายในห้องเรียนต่อไปครับ”

คุณมนรวี “โครงการ Beyond the Screen เป็นความมุ่งมั่นของ Tencent ที่จะเริ่มแคมเปญนี้ในระดับภูมิภาค ทีนี้ในด้านของเราทํางานกับมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งเราก็เห็นถึงผลตอบรับที่ดีในการที่ผู้ปกครองและเยาวชนมีการแลกเปลี่ยนเพิ่มมากขึ้นค่ะ นี่ก็เป็นสาเหตุว่าเราเพิ่มขอบเขตขึ้นมาในเรื่องของการแนะนํา ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาในการใช้หน้าจอหรือว่าข้อมูลต่าง ๆ การใช้การเล่นผ่านสื่อดิจิทัลให้อย่างสมดุลและเหมาะสมนะคะ ทีนี้ในส่วนของการทํางานต่อไปเพื่อขยายผลในระยะยาวเนี่ย เรายังไม่มีการยืนยันที่เป็นชัดเจน แต่เราก็ยินดีที่จะร่วมงานกันไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือพันธมิตรอื่นนะคะ เราก็ต้องมานั่งคุยกันหลังงานว่ามีผลตอบรับยังไง แล้วก็อะไรที่จะเป็นประโยชน์ที่ดีที่สุดสําหรับเยาวชนแล้วก็ผู้ปกครองค่ะ”


ถาม “เคยได้รับฟีดแบ็กอะไรที่น่าสนใจจากฝั่งผู้ปกครอง หรือว่าผู้ดูแลบ้างไหมครับ ที่คิดว่าเป็นเรื่องที่อิมแพคต์มากที่สุด แล้วทั้ง 2 ท่าน ทําอย่างไรกับฟีดแบ็กนั้นบ้างครับ”

คุณสรวิศ “ถ้าเป็นกิจกรรมที่เราทําร่วมกับ Tencent นะครับ รอบที่แล้วก็จะเป็นกิจกรรมที่เราเอามาพูดคุยกันจริงจัง เรามีกิจกรรมที่ให้ผู้ปกครองกับเด็ก ๆ ได้มาเล่นเกมร่วมกันแล้วก็มีการแยกห้องเพื่อที่จะให้ผู้ปกครองได้เรียนรู้ว่าจะทํายังไง มีพฤติกรรมแบบไหนที่จะทําให้ลูกสามารถสื่อสารกันได้ แล้วเด็กก็เช่นเดียวกัน

แล้วก็จะมีเรื่องของ Healthy Gaming ว่าจะทําไงให้เด็กเล่นเกมโดยที่สามารถที่จะใช้ชีวิตในสังคมได้ด้วยเช่นกันนะครับ ซึ่งกิจกรรมที่ผมคิดว่าอิมแพคต์มากก็คือการที่ผู้ปกครองกับเด็กได้เล่นเกมด้วยกัน ซึ่งผมคิดว่ามันเหมือนเราเปรียบเทียบเกมเป็นของเล่นครับ มันก็คล้ายกัน หรือว่าเทียบกับกีฬาก็ได้นะครับ การที่ผู้ปกครองได้มีกิจกรรมร่วมกับเด็ก มันจะเกิดการใช้เวลาร่วมกัน เค้าก็จะได้เข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น บางทีผู้ปกครองเองหลายหลายคนก็เป็นคนที่เล่นเกมเหมือนกัน แต่เด็กพอเล่นเกมเค้าก็ไม่รู้ว่าข้างในเป็นไง แต่ว่าพอไปเล่นด้วยกันเขาก็จะเห็นว่าลูกของเขามีพฤติกรรม หรือว่ามุมมองความคิดการเดินเกมยังไงอะไรแบบนั้น

ผู้ปกครองจะเข้าใจเด็กมากขึ้นในมุมที่บางทีเขาอาจจะไม่เห็นในการพูดคุย แต่ว่าพอเป็นพฤติกรรมในเกมมันก็จะเป็นสิ่งที่สะท้อนบางอย่างทําให้ผู้ปกครองได้เข้าใจเด็กมากขึ้น หลายครั้งมันก็เป็นสิ่งที่ดีนะครับ แล้วก็อีกมุมนึงที่ผมจําได้คือมีผู้ปกครองที่ผมเข้าใจว่าแต่ก่อนเขาติดเกม เขาเลยมาร่วมกิจกรรม อยากรู้ว่าถ้าสมมุติว่าเราจะให้ลูกเล่นเกมหรือไม่เล่นเกม มันมีวิธีการยังไงเพื่อทําให้เขาสามารถดูแลลูกได้ดีมากขึ้น ผมคิดว่านี่เป็นมุมที่น่าสนใจมาก พอเขาได้เข้าร่วม workshop ผมเข้าใจว่าเขาก็จะได้วิธีการบางอย่างเพื่อทําให้เขาได้คุยกับเด็กมากขึ้น แล้วก็คิดว่าตรงนี้เป็นจุดที่สําคัญ ถ้าสมมติว่าผู้ปกครองได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้เกมเป็นสื่อได้ก็จะทําให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเนี่ยก็จะดีมากขึ้น”

คุณมนรวี “ฟีดแบคหนึ่งที่ฟังแล้วแบบปิ๊งขึ้นมาเลยนะคะก็คือสมัยก่อนเวลาคุณพ่อคุณแม่พาเราไปสนามเด็กเล่น พวกท่านก็อาจจะดูว่าเราเล่นยังไง ขึ้นไปเล่นสไลเดอร์แล้วเราสนุกเพราะเราเล่นสไลเดอร์แล้วมันมีความเร็ว มีการสื่อสารกัน แล้วทีนี้ปัจจุบันมันก็ยังเป็นการเล่นอยู่แต่เพลย์กราวด์อันนั้น มันเปลี่ยนจากข้างนอกมาเป็นบนจอ เพราะว่าเกมมันเข้ามามีบทบาทสําคัญในชีวิตประจําวัน ซึ่งเราก็ปฏิเสธไม่ได้

ทีนี้สมัยก่อนพ่อแม่ยังคอยดูอยู่ห่าง ๆ ดูว่าลูกเล่นอะไร แล้วปัจจุบันผู้ปกครองก็อาจจะต้องมีบทบาทว่าคอยแนะนําว่าเกมนี้มันเหมาะสมไหมกับช่วงอายุ ช่วงวัย รวมถึงความเหมาะสมของระยะเวลาในการเล่นเกมนะคะ อย่างที่คุณสรวิศบอกน่ะค่ะ ว่ามันจะทำให้เข้าใจมากขึ้นว่าลูกเราสนใจเกมอะไร ลูกเราคุยกันเรื่องอะไร มีการทํางานเป็นทีม มีการคิด มีกลยุทธ์ มันมีข้อดีเหมือนการเปิดช่องให้คุยกันว่าจําได้ไหม ตอนที่เราเล่นเกมอันนี้ด้วยกัน มันเหมือนมีบทสนทนาแล้วทําให้ลูกรู้สึกไว้วางใจผู้ปกครองเวลามีปัญหาค่ะ ลูกก็จะโอเค งั้นเราบอกพ่อแม่ได้ ปรึกษาได้เพราะว่าตอนนั้นพ่อแม่ก็เล่นเกมกับเรา มีจุดที่เราสามารถพูดคุยกันได้ ฟีดแบ็กนี้คือสิ่งที่ประทับใจค่ะ”


ถาม “ช่วงที่ผ่านมา บางทีเวลามีเหตุการณ์ อะไรสักอย่างในสังคมขึ้นมา ถ้าผู้ก่อเหตุหรือผู้ที่ทําให้เกิดเหตุการณ์นั้นเป็นเด็ก มันจะมีอยู่อย่างหนึ่งที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังพูดกันอยู่ คือโทษว่าเกิดจากเด็กที่เล่นเกมมากเกินไป โครงการตรงนี้ จะมีส่วนร่วมในการที่เข้ามาช่วยแก้ไขข้อเข้าใจผิดนี้ ต่อสังคมได้มากน้อยแค่ไหนครับ”

คุณสรวิศ “ผมเข้าใจว่าอันนั้นคือเหมือนเป็นระบบออโต้ไพลอตของสังคมที่รับรู้เรื่องของความรุนแรงหรืออะไรก็ตามน่ะครับ แต่ว่าที่จริงแล้วถ้ามาดูข้อมูลผมเข้าใจว่าคนที่เล่นเกมจะมีโอกาสไปใช้ความรุนแรงน้อยกว่าครับ เหมือนเขามี simulation ที่เขาสามารถจะมาปลดปล่อยในเกมได้อยู่แล้วครับ อันนั้นคือส่วนหนึ่ง ผมย้อนกลับไปเรื่องของพฤติกรรมที่อาจจะไม่ได้พึงประสงค์ของของเด็ก ๆ ส่วนใหญ่แล้วเนี่ยจะเกิดจากการที่ครอบครัวอาจจะไม่ได้ให้ความรักความอบอุ่นเท่าที่ควร พอเด็กไม่ได้รู้รับถึงความรักเค้าก็จะมีความรู้สึกต้องการสิ่งอื่นจากภายนอก แต่ทีนี้กิจกรรมของเราในวันนี้ก็เป็นกิจกรรมที่ผมคิดว่ามันทําให้สายสัมพันธ์ระหว่างคุณพ่อคุณแม่กับเด็ก ๆ สามารถเชื่อมกันได้มากขึ้นแล้วก็ทําให้สื่อสารมากขึ้น

ผมคิดว่าการที่เด็กมีพฤติกรรมที่ไม่ดีเนี่ย คุณพ่อคุณแม่อาจจะสื่อสารไม่ได้ดีหรือว่าไม่ได้รับฟัง ผมคิดว่าการสื่อสารเป็นสิ่งสําคัญที่กิจกรรมวันนี้จะทําให้ได้เห็นมากขึ้นแล้วก็ทําให้ผมคิดว่า เป็นการลดพฤติกรรมที่ไม่ดีของเด็กครับ”

คุณมนรวี “ทางบริษัท Tencent เราไม่สนับสนุนความรุนแรงแล้วก็เราให้ความสําคัญในเรื่องของความปลอดภัยเป็นอย่างยิ่งนะคะ ทีนี้ถ้าเรามองภาพรวมด้านเทคโนโลยีอย่างเดียว มันไม่ใช่ว่าดีหรือไม่ดี แต่เป็นการใช้เทคโนโลยียังไง การเล่นเกมยังไงมากกว่า ซึ่งมันก็คือการศึกษาการเรียนรู้ค่ะว่าเราจะใช้เครื่องมือหรือเราจะเข้ามาเรียนรู้การใช้สื่อการเล่นเกมผ่านสื่อดิจิตทัลให้สมดุล ปลอดภัยและสร้างสรรค์ได้ยังไง นี่คือสาเหตุที่ทําไม Tencent ให้ความสําคัญในการที่จะสนับสนุนในส่วนของตรงนี้นะคะ แล้วเราก็จะทํางานต่อไปในส่วนนี้ ไม่ว่าการที่เราจะเปิดตัวแคมเปญในวันนี้ เป็นการเปิดเวที เป็นพื้นที่ที่ทําให้ผู้ปกครองแล้วก็เยาวชนเข้ามาพูดคุยกัน

แต่เรื่องนี้มันคือความรับผิดชอบร่วมกัน มันไม่ใช่ใครฝ่ายเดียว มันคือความรับผิดชอบของสังคมค่ะ อันนี้มันคือปัญหาของสังคม บริษัทเทคโนโลยีไม่สามารถตอบโจทย์ได้ฝ่ายเดียว เรามีหน้าที่ของเรา แต่พ่อแม่ครอบครัวก็มีหน้าที่ในการที่จะรู้จักเด็กมากที่สุดอยู่แล้ว เด็กแต่ละคนไม่มีใครรู้จักดีเท่าคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองที่จะคอยให้คําแนะนํา ในส่วนของภาคการศึกษาโรงเรียนหรือภาคประชาสังคม อย่างกิจกรรมดี ๆ ที่มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ที่จัดก็คือหน้าที่ของสังคมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ค่ะ”


ถาม “ที่ผ่านมาเราเคยไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนธรรมศาสตร์นะครับ ในคราวนั้นก็เห็นว่าน่าสนใจ คราวนี้ที่มาจัดกิจกรรม ณ TK Park ก็ได้เห็นว่ามีการปรับและมีกิจกรรมที่เพิ่มขึ้น เลยอยากทราบว่าทาง Tencent มีอะไรที่จะเสริมตรงนี้ด้วยไหมครับ”

คุณมนรวี “ก็อย่างในส่วนของ TK Park วันนี้เราก็จะมีการเสวนา มีทั้งตัวแทนจากภาครัฐ แล้วก็ภาคประชาสังคม ไม่ว่าจะเป็นทาง Depa เอง หรือว่าทาง Hug Project นะคะ แล้วก็ยังมีตัวอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งทํางานในส่วนนี้อยู่แล้วเรามองว่าการเสวนามันก็เหมือนเป็นการจุดประเด็น ให้เราสามารถเข้ามาพูดคุยกันได้ มีคําถามหลังจบการเสวนา  แล้วเราก็มีด่านแต่ละด่านที่เยาวชนสามารถที่จะเข้ามาเล่นเกมได้ร่วมกับพ่อแม่ค่ะ”

คุณสรวิศ “ที่โรงเรียนสาธิตธรรมศาสตร์ก็เป็นพื้นที่ที่ผู้ปกครองกับเด็ก ๆ เขามาใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ตรงนั้นครับ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ว่าจะเป็นกลุ่มปิดนิดนึงเพราะว่าเป็นโรงเรียนนะครับ แต่ว่าในวันนี้ก็เราทํางานร่วมกับ TK Park ด้วย Tencent ด้วยก็จะเป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมการเรียนรู้แล้วก็เปิดให้กับคนทั่วไปสามารถที่จะเข้าถึงได้ง่ายนะครับ ตรงนี้ก็จะเป็นจุดที่เราเริ่มขยายผลจากในวงปิดเนี่ยมาเป็นวงกว้างมากขึ้นที่สาธารณชนสามารถที่จะมาเรียนรู้ร่วมกันได้แล้วก็ช่วยกันส่งเสียงได้”


ถาม “กิจกรรมก็คือมีแต่กิจกรรมแบบว่าออกไปทํากิจกรรมข้างนอกจอใช่ไหมคะ ไม่มีแบบว่าในออนไลน์ใช่ไหมคะ แบบลักษณะอย่างเป็นเกมในออนไลน์ที่พ่อแม่กับเด็กร่วมกิจกรรมด้วยกันมีไหมคะ”

คุณมนรวี “เรามีพูดเกี่ยวกับเรื่องระยะเวลาในการใช้หน้าจอ แล้วก็พูดถึงเกี่ยวกับนวัตกรรมในการดูแลว่าเราจะใช้สื่อดิจิทัลยังไงอย่างปลอดภัยและสมดุลด้วยค่ะ”

คุณสรวิศ “กิจกรรมของเราที่ให้ผู้ปกครองกับเด็กเล่นก็จะมีกิจกรรมที่เป็นเกมที่เค้าจะได้เล่นด้วยกัน ผ่านออนไลน์ด้วยเหมือนกันแต่ว่าในขณะเดียวกันตอนที่เค้าเล่นก็จะเป็นการสื่อสารกันแบบออฟไลน์ที่ผู้ปกครองกับเด็กเค้าจะคุยกันครับ”

คุณมนรวี “เรามองว่าเราจะให้เครื่องมือเหล่านี้สร้างทักษะค่ะว่าดูแลตัวเองบนสื่อดิจิทัลอย่างไร โดยการเล่นเกมผ่านสื่อทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งการสร้างทักษะตรงนี้และการพูดคุยกัน มันสามารถใช้ได้ไม่ว่าจะเป็นเกมไหนก็แล้วแต่ หรือว่าเทคโนโลยีมันจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม ทักษะตรงนี้เป็นทักษะที่สําคัญที่เด็กจะสามารถปกป้องตัวเองได้ค่ะ”


ถาม “เข้าใจว่าช่วงปี 2563 คือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่าง Tencent กับมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ พอจะเล่ารายละเอียดให้เราฟังได้ไหมคะ”

คุณสรวิศ “ที่จริงแล้วจุดเริ่มต้นมาจากทาง ATA ที่ได้ทํางานร่วมกันกับเราอยู่บ้าง แล้วก็พอดีทางนั้นทํางานกับทาง Tencent ด้วย ซึ่ง Tencent ต้องการที่จะมาสร้างคอมมูนิตี้ในประเทศไทยครับ ก็นึกถึงเราเพราะว่าเราทําเรื่องการศึกษาซึ่งอาจจะไม่ได้เหมือนที่อื่น เพราะเราเน้นเรื่องกิจกรรมนอกห้องเรียน กิจกรรมนอกหลักสูตร แล้วก็เป็นสิ่งที่เด็กสนใจ เราพยายามดึงความสนใจของเด็กเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เรื่องของการศึกษาทั่วไปเราอาจจะพูดถึงเรื่องวิชาการ

แต่ที่โรงเรียนวันเสาร์นี้เราเชื่อในศักยภาพ เชื่อใน potential ซึ่งจริง ๆ แล้วเรื่อง content เป็นแค่ส่วนเดียวที่จะทําให้เด็กมีศักยภาพ แต่ว่าตัวที่เป็น learning หรือว่าการเรียนรู้มันเกิดขึ้นได้ทุกที่ ซึ่งเรื่องของเกมเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สําคัญมากที่เด็กสนใจอยู่แล้ว แล้วก็เราสามารถที่จะพัฒนาศักยภาพของเด็กผ่านเกมได้ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นคุณค่าที่จูนกันติดครับ เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่เราได้เริ่มงานร่วมกันเมื่อ 2 ปีก่อน”

คุณมนรวี “ประเทศไทยเองก็มีการเป็นเจ้าภาพไม่ว่าจะเป็น PUBG mobile global championship หรือว่าระดับ southeast asia ในกรุงเทพเองก็มีผ่านมาหลายงานแล้ว เรามีประสิทธิภาพ มันค่อนข้างชัดเจนว่าประเทศไทยมี community ที่ active แล้วก็มีคนที่ให้ความสนใจ แล้วก็คนไทยมีความคิดสร้างสรรค์ค่ะ ทีนี้บริษัท Tencent นั้นเวลาเรามองว่าเราจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง ecosystem ให้เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว เราก็จะต้องทํางานร่วมกันกับภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคสังคมนะคะ

ในส่วนของภาคสังคมเองเราก็ได้ทําการศึกษาในฐานะที่ว่าเราเป็นผู้นําในด้านของเกมค่ะ เราก็ดูว่ามีหน่วยงานไหนในประเทศไทยที่เหมาะสมค่ะ อย่างทางมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์นี่เราก็ได้รับคําแนะนํามา เรามีการศึกษาว่างานที่คุณสรวิศจัดหลายงานมีความน่าสนใจค่ะ ถือเป็นสาเหตุที่เราเข้ามาร่วมมือกัน แล้วเราก็สนใจมากในเรื่องของการเล่นเกมหรือการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมค่ะ”


ถาม “หลังจากที่เด็กร่วมโครงการนี้เรียบร้อยแล้ว ทีมงานมีแผนที่จะติดตามผลระยะยาวอย่างไรบ้างครับ”

คุณสรวิศ “เรื่องการติดตามระยะยาวนี่ เรามีการประเมินผลงานอยู่แล้วครับ ส่วนผู้ปกครองจะมีการสะท้อนมาตรงส่วนไหน เราอาจจะมีการทํางานร่วมกันต่อในอนาคตอย่างที่คุณมนรวีได้พูดไว้ ว่ามูลนิธิกับทางบริษัทเราทํางานร่วมกันได้ระดับหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันหากภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมได้ก็จะสามารถขยายผลได้เยอะแล้วก็ สามารถที่จะติดตามการทํางานร่วมกับผู้ปกครองในระยะยาวได้ครับ”


ถาม “ขอสอบถามเพิ่มเติมว่าเด็กนี่คือเป็นเด็กนักเรียน หรือว่าเป็นกลุ่มช่วงอายุไหนนะคะ ที่ส่วนใหญ่มาเข้าร่วมกิจกรรม”

คุณสรวิศ “ถ้าเป็นกิจกรรมที่เราทํากับผู้ปกครองกับเด็ก ๆ ในวันนี้ก็ค่อนข้างหลากหลายครับ ก็มีตั้งแต่เด็กไม่กี่ขวบจนถึงประถมปลายอย่างเงี้ยครับ ก็จะเป็นกลุ่มเด็กที่มีช่วงอายุที่กว้างหน่อย แต่ว่าโดยหลักเราอยากจะทํางานกับผู้ปกครองให้ผู้ปกครองได้เรียนรู้การสื่อสารร่วมกับเด็กผ่านเกม หรือใช้เกมมาเป็นสื่อในการทํางานร่วมกันภายในครอบครัวว่าสามารถทําอะไรยังไงได้บ้างครับ ปกติเราจะมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ประมาณประถมปลาย ม.ต้นอะไร พวกนี้ครับ”


ถาม “พอจะช่วยกล่าวอะไรทิ้งท้ายหน่อยได้ไหมคะ”

คุณสรวิศ “ที่ Saturday School เราเชื่อว่าการที่เราจะพัฒนาเด็กไทย พัฒนาการศึกษาไทย เราทําแค่หน่วยงานเดียวหรือ 2 หน่วยงานจะไม่สามารถพัฒนาในวงกว้างได้ และการสามารถดึงจุดแข็งขององค์กรต่าง ๆ อย่าง Tencent มาร่วมงานด้วยนี่เรารู้สึกขอบคุณและก็ยินดีที่ได้มีส่วนร่วมกัน เพราะเราเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่มีภาระหน้าที่ในการทํางาน และคุณมีจุดเด่น มีคุณค่าบางอย่างที่เราส่งกลับให้กับลูกค้า หรือว่าให้กับสังคมจะสามารถมาช่วยกันพัฒนาการศึกษา พัฒนาเด็กไทยได้โดยความถนัดของตัวเอง เพราะว่าสุดท้ายแล้วพอเราช่วยกันพัฒนาสังคมและพัฒนาการศึกษา เยาวชนหรือว่าทรัพยากรเหล่านี้ก็จะเป็นคนที่มีคุณภาพไปช่วยพัฒนาสังคม แล้วก็ตัวองค์กรในอนาคตด้วยเช่นกันครับ”

คุณมนรวี “เราเองก็อยากที่จะเป็นพันธมิตรที่ได้รับการไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของภาคสังคม ภาครัฐ แล้วก็ผู้ปกครองหรือว่าเยาวชนด้วยเช่นกันค่ะ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะมีโครงการอื่นในอนาคต แล้วถ้ามีโอกาสก็จะได้มาร่วมกันรับฟังนะคะ”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์