รีวิว CONTROL Resonant
เราเห็นเกมม้าแสงที่ทรงดีมาเยอะในเดือนนี้ ไม่ว่าจะ Onimusha หรือ The Blood of Dawn และอาจจะมีม้าแสงบางตัวที่หมองจากภาพปก แต่ผมจะบอกว่า Control Resonant มันคือม้ามืดแห่งเดือนกันยาอย่างแท้จริง นี่เป็นเกมจากค่าย Remedy (ที่สร้างชื่อมาจาก Alan Wake นั่นแหละ) มันไม่ได้อยู่ในบทสนทนาของเกมเมอร์เท่าไหร่ ยิ่งฝั่งไทยไม่ต้องพูดถึง แต่ผมจะมาเล่าให้ฟังว่ามันเป็นเซอร์ไพรส์ของเดือนนี้และอาจจะของปีนี้ได้ยังไง
ก่อนอื่น เพื่อให้รีวิวนี้อ่านฟังรู้เรื่องมากที่สุด ต้องเล่าที่มาที่ไปของ Control Resonant ก่อน นี่ไม่ใช่เกมใหม่ถอดด้าม แต่มันเป็นเกมภาคต่อของ Control ที่ตัวเอกเป็นผู้หญิงคือ Jesse Faden เกมนี้มีคนจัดให้อยู่ในเกมที่ดีมาก สมควรเล่น แต่มันก็มีความเฉพาะกลุ่มระดับนึง

แล้วเนื้อเรื่องมันเกี่ยวกับอะไร? เอาแบบคร่าว ๆ ที่สุด มันจะสมมุติว่าในโลกนี้มีวัตถุประหลาดที่ทรงอำนาจอยู่ ส่วนใหญ่มันก็หน้าตาธรรมดาเหมือนของทั่วไป เช่น ที่เขี่ยบุหรี่ที่สามารถสร้างเขาวงกตได้ ตู้เย็นที่สามารถทำให้คุณตายได้ถ้าคุณละสายตาจากมัน ไอ้ของพวกนี้มีอยู่ทั่วไปในโลกของเรา มันเลยต้องมีหน่วยงานลับสุดยอดของรัฐบาลสหรัฐที่ชื่อ FBC ไอ้หน่วยงานนี้แหละครับจะเป็นคนคอยออกไปตามหาวัตถุประหลาด แล้วเอามันมาควบคุมไว้ในตึกที่ชื่อ The Oldest House ซึ่งก็เป็นสำนักงานใหญ่ของ FBC
เรื่องของ Control มันเกิดตอนที่ 2 พี่น้อง Jesse และ Dylan ตัวเอกของเกมตอนเด็ก ๆ เผลอไปเจอวัตถุแห่งอำนาจก็คือเครื่องฉายสไลด์ ที่สามารถทำให้คนเดินเข้าไปในโลกของสไลด์ที่ฉายได้ ในทางกลับกันความชิบหายในโลกของแผ่นสไลด์ก็สามารถบุกเข้ามาในโลกปกติได้เหมือนกัน จน FBC ต้องยื่นมือเข้ามา ตัวของ Dylan ถูกจับไปทดลอง ส่วน Jesse หนีไปได้
เรื่องราวในภาคแรกก็จะเกี่ยวกับสำนักงานใหญ่ FBC โดนภัยเหนือธรรมชาติชื่อ The Hiss บุก เกิดการล็อกดาว Jesse เข้ามาจัดการปัญหา ช่วยล้าง The Hiss ออกจากตัว Dylan แล้วขึ้นเป็นผู้กำกับหรือหัวหน้า FBC คนล่าสุด

พอมาในภาค Resonant เราจะได้รับบทเป็น Dylan น้องชายของ Jesse ที่ถูกปลุกขึ้นมา คราวนี้เรื่องราวขยายสเกลใหญ่กว่าเดิมก็คือนอกจาก The Hiss ยังไม่หายไปแล้ว มีภัยเหนือธรรมชาติแบบใหม่เข้ามาอีกขอเรียกง่าย ๆ ว่า The Pattern มันตัดขาดแมนฮัตตันออกจากโลกภายนอก เรื่องราวในภาคนี้ก็คือการที่ Dylan จะต้องร่วมมือกับคนของ FBC ช่วยแมนฮัตตันให้รอด แล้วก็ตามหาตัว Jesse ที่หายไปด้วย

เนื้อเรื่องและการนำเสนอ
สารภาพตามตรงว่าตอนที่เห็นหน้า Dylan ครั้งแรก ไม่มีความรู้สึกเอาใจช่วยเลยครับ ดูเป็นตัวละครปรุงจืดมาก แล้วชั่วโมงแรก ๆ ที่เล่น พอเห็นหน้าตัวละครอื่นอย่าง Zoe ก็มีรายละเอียดแบบมินิมัลมาก จนตอนแรกคิดในใจว่าจะรอดเหรอ? ยังไหวใช่มั้ย?
แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ งานเขียนบทที่ดี การนำเสนอและการแสดงที่ทำถึงมันช่วยแบกเกมได้จริง ๆ ตลอดทั้งเรื่องเราจะคอยลุ้นไปกับ Dylan และชาวแก๊งว่าพวกเขาจะเอาชนะพลังเหนือธรรมชาติพวกนี้ด้วยการคิดแบบวิทยาศาสตร์ได้ยังไง บางครั้งตัวละครที่หลอนกับสิ่งที่เกิดขึ้นก็จะมีวิธีการคิดแบบเสี่ยง ๆ ถ้า The Hiss เป็นศัตรูกับ The Pattern งั้นเราเอาพลังของไอ้อย่างหลังมาสู้กับไอ้ The Hiss ได้มั้ย อารมณ์ประมาณศัตรูของศัตรูคืออาวุธของเรา
แต่หลายครั้งการทดลองแบบนี้ก็จะนำไปสู่จุดจบของหลาย ๆ ชีวิต เลวร้ายกว่านั้นคือเสียสละไปมากมาย ไม่ได้ผลอะไรเลย เกมทำให้เราเข้าใจสารสำคัญเลยครับว่าสู้กับสิ่งที่ไม่รู้นี่แหละน่ากลัวที่สุด
สิ่งที่มาช่วยยกระดับแก่นเรื่องที่ว่าไปก็คือการนำเสนอ ซึ่งในวิดีโอเกมการนำเสนอมันจะไม่ใช่แค่บทสนา คัตซีน เพลง แต่รวมถึงใช้งานออกแบบฉากเป็นการเล่าเรื่อง เกมนี้คือความพยายามเอาส่วนประกอบเหล่านี้มาผสานเข้าด้วยกัน และผมจะบอกว่ามันทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

อย่างการที่เกมให้เราได้เข้าไปเจอกับห้องที่ซ้อนกันไปมานับไม่ถ้วน จะบอกว่าเป็นเขาวงกตก็ได้ นี่ก็เป็นวิธีการที่เกมใช้บอกเราว่า The Pattern มันทำงานยังไง พอของชิ้นไหนโดนเอ็ฟเฟกต์มันก็จะมีลักษณะเหมือนโดน Copy Paste แล้ววางซ้อนกันไปมา (ถึงเรียกว่า Pattern ไง)
หรือการที่เขาทำให้มันมีช่วงนึงของเกมที่เราเดินกลับไปกลับมาในสถานที่เดิม ครั้งแรกไม่เจอใคร ครั้งที่สองเจอศพ ครั้งที่สาม อ้าว ศพกลับมามีชีวิต แล้วก็รู้จักเราด้วย พอวนกลับมาอีกรอบไอ้พวกนี้ไม่รู้จักเราแล้ว เพราะแม้แต่เส้นเวลาก็โดนผลกระทบจากภัยเหนือธรรมชาติครั้งนี้ เราก็จะสนุกกับการที่เห็นคนพยายามคิดหาทางออก แม้จะต้องใช้เวลานานหรือต้องเสียสละอะไรไปมากมายแค่ไหน
การนำเสนออีกแบบคือ เรากำลังเดิน กำลังโดดหาทางอยู่ดี ๆ เกมมันก็เปิดเพลงที่มีเสียงคนร้องขึ้นมา ซึ่งมันอีหยังวอดส์มาก ๆ แต่พอได้เล่นจริงแล้วอยู่ในช่วงเวลานั้น เราจะรู้สึกว่ามันเข้ากันได้ นี่คือความช่ำชอง คือลายเซ็นของ Remedy ที่เขาถนัดการเล่าเรื่องแบบไม่ตามใจคนเล่น เขาสะดวกจะเล่าแบบนี้ แต่เชื่อเถอะสุดท้ายมันจะออกมาประทับใจ คนสร้างก็ปั่นสนุก คนเล่นก็สนุกที่โดนปั่น
มันไม่ใช่เกมที่สักแต่จะเอาอะไรบ้า ๆ บอ ๆ มาโยนใส่ แต่ด้วยคอนเสป ด้วยตีมของเกม มันเมกเซนส์ว่าทำไมเขาต้องเลือกจะเล่าแบบนั้น มันถึงขนาดมีช่วงนึงให้เราเล่นเกมอีกเกมนึงไปเลย เพื่อที่จะเล่าเนื้อหาสำคัญที่มันสยองและมีความดาร์กในแบบที่คาดไม่ถึง
ซึ่งมันจะออกมาดีไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้งานพากย์เสียงและการแสดงที่เหมือนกับจะยกขบวนกันไปชิงรางวัลการแสดงยอดเยี่ยม ถามว่ามันดีขนาดไหน ก็ทำให้เรามองข้ามหน้าตาโมเดลที่ผมบ่นตอนแรก ทำให้เชื่อได้ว่าตัวละครพวกนี้มันมีชีวิตจิตใจจริง ๆ บางครั้งไม่ได้เจอตัวด้วย แค่คุยกันผ่านวิทยุ เสียงกรีด เสียงตะคอก ฯลฯ ทำผมอินไปกับเกมได้
ความสัมพันธ์ของ Jesse และ Dylan ก็ถ่ายทอดออกมาได้ลึกซึ้ง ถึง Jesse อาจจะไม่ได้มีโผล่มาเยอะในภาคนี้ แต่บอกให้สบายใจว่านางมีบทสำคัญ เป็นตัวแปรใหญ่เลยล่ะ

แล้วมันจะมีตัวละครนึงที่เขาเอามาขายงานนี้โดยเฉพาะคือ Dr. Casper Darling ผมว่าคุณหลายคนรู้จักเขาจากบท Alan Wake ไง ชื่อจริงแกคือ Matthew Porretta บทของแกจะโผล่มาเป็นไลฟ์แอ็กชั่น อัดวิดีโอให้เราดูใน Control ภาคแรก
ภาคนี้เขาก็กลับมาอีกครั้ง แล้วการโผล่มาแต่ละครั้งของเขามันไม่ใช่แค่เปิดไฟล์วิดีโอทั่วไป เขาใช้วิธีให้เราเดินเข้าห้องแล้วเจอวิดีโอฉายอยู่ ผมสามารถทำเป็นไม่สนใจแล้วเดินไปทำภารกิจต่อได้เลย แต่ด้วยการแสดงของเขามันสะกดจนผมต้องอยู่ดูจนจบ ที่เกมนี้มันกินเวลานานเป็น 30 ชั่วโมง เวลาส่วนมากก็จะเสียไปกับอะไรพวกนี้ล่ะ ไม่ได้ทำอะไรเลยยืนดูเฉย ๆ เพราะอยากดู
ถ้าปีนี้ไม่มีอะไรผิดพลาด ผมคาดการณ์ว่าชื่อ Matthew Porretta น่าจะมีสิทธิ์เข้าชิงสาขานักแสดงยอดเยี่ยมของ The Game Award ปีนี้ครับ ซึ่งเขาก็เคยได้เข้าชิงรางวัลนี้มาแล้วจากเกม Control ภาคแรก
ไซด์เควสต์เกมนี้จะมีลักษณะพิเศษก็คือหลายเควสต์มันจะถูกผูกโยงเข้ากับเนื้อเรื่องหลัก จนหลายครั้งผมคิดว่าพี่บังคับทำเลยก็ได้ถ้ามันจะสำคัญขนาดนี้ แต่ถ้าพูดกันในเชิงไอเดียความคิดสร้างสรรค์ก็ต้องยอมรับว่าเขาใส่สุดจริง ยกตัวอย่าง เควสต์ตอนต้นเกมเราจะต้องช่วยเพื่อนของเราเอาไอ้วิทยุประหลาดไปกักเก็บ ซึ่งไอ้วิทยุเนี้ยมันจะพูดประกาศข่าวงานเวิลด์แฟร์ ถ้าเราวางไม่ถูกวิธีมันจะวาร์ปไปมา วิธีที่จะทำได้ก็คือเราต้องฟังวิทยุไปจนถึงงจุดนึงแล้วค่อยกดวางในพื้นที่ที่ถูกต้อง เราถึงจะเก็บมันได้
หรือแท็กซี่ปริศนาที่พอขึ้นแล้วพาเรามาอีกมิตินึงของเมือง ดูแล้วเข้าใจเลยว่าทีมงานเขาไม่ได้มองไซด์เควสต์ว่าทำสั่ว ๆ ไปก็ได้ แต่พวกเขาเข้าใจว่ามันคือส่วนนึงที่จะเติมเต็มโลกของ Control ให้น่าสนใจยิ่งขึ้น
ถึงแบบนั้น ต้องเตือนตั้งแต่ตรงนี้ว่า ถ้าคุณไม่ชอบเกมที่มันมีลักษณะเส้นทางซับซ้อน มีความเป็นเขาวงกตบางช่วง แล้วการบังคับตัวละครมันจะต้องมีการหมุนฉากเปลี่ยนองศาไปมาเยอะมาก จนผมรู้สึกว่าทีมสร้างเขาพยายามจะทำให้ฉากเป็นศัตรูอีกรูปแบบนึงที่คุณจะต้องสู้ โดยเฉพาะเนื้อเรื่องตั้งแต่ช่วงกลางถึงท้ายเกม คุณอาจจะไม่ชอบมันเลยก็ได้นะ

แต่ถึงทางจะดูซับซ้อน เขาก็ไม่ถึงขนาดปล่อยให้เราหลงทางแบบมืด ๆ เขายังพอส่องไฟฉายมือถือให้เรา เช่น พวกป้ายต่าง ๆ หรือฉากห้องเขาวงกตที่ตามเนื้อเรื่องเราต้องไปตามหาคณะสำรวจ พวกนี้ก็จะแปะเทปสีเหลือง ทำตัวอักษรเอาไว้ บอกเลยว่าเนียนมาก บางครั้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันบอกทางไปอยู่
แน่นอนด้วยความที่มันไม่มีภาษาไทย การแก้ปริศนาหลายของเกมนี้มันจะค่อนข้างขัดกับความคุ้นเคยของเรา รวมถึงต้องอาศัยการอ่าน หลายคนก็จะเจอกับปัญหาที่หาทางไขปริศนาไม่ได้ แล้วก็ไม่รู้จะไปทางไหนต่อ อันนี้ก็เป็นปัญหาระดับชาติที่มาเตือนกันไว้ก่อน

เกมเพลย์
สิ่งที่ทำให้เกมนี้ค่อนข้างฉีกจากเกมแนวผจญภัยเกมอื่นคือ มันพยายามจะผสานการต่อสู้และการสำรวจเข้าด้วยกัน ไอเดียของเกมนี้คือมันจะเป็นกึ่ง ๆ โอเพนเวิลด์ แบ่งออกเป็นโซน ๆ (ให้นึกถึง God of War ยุคใหม่)
ตัวของ Dylan จะไม่มีเลเวลเป็นตัวเลขบอก แต่เลเวลมันจะไปอยู่ในโซนหรือสถานที่ต่าง ๆ สมมุติผมเข้าไปในโซน A มันก็จะเริ่มจากเลเวล 1 แล้วพอผมปราบพวกศัตรู ทำเควสต์ เดินหาหีบจนเจอ กิจกรรมพวกนี้จะทำให้เลเวลของโซนนั้นเพิ่มขึ้น แล้วเราก็จะได้รางวัล มันจะมีขึ้นบอกเหมือนแบทเทิลพาสเลย ตั้งแต่ศัตรูดรอปของดีขึ้น เลเวลร้านค้าในโซนนี้เพิ่มขึ้น และอีกมากมาย
ซึ่งมันก็ทำให้ตัว Dylan เก่งขึ้นในทางอ้อม แค่มันไม่มีเลเวลของตัวละคร มีที่ใกล้เคียงก็คือแต้ม Talent ที่เราสามารถเอาไปอัปสกิล Passive ได้

ส่วนจะอัปเกรดยังไง คุณสามารถกดปุ่มลงค้างไว้ Dylan ก็จะทำท่าเหมือนสลบเข้าไปในภวังค์เพื่ออัปทักษะการต่อสู้ คราฟต์ของ ลองสกิลใหม่ ๆ อัปเกรดอาวุธ
พอพูดถึงอาวุธ เกมนี้จะประหลาดอยู่อย่างนึงก็คือ อาวุธหลักของเรามันจะมี 3 รูปแบบ ขวานด้ามยาวเน้นสมดุล ดาบสั้นเน้นความเร็วโอกาสติดคริสูง แล้วก็เคียวจะใช้ตีกวาดศัตรูได้ดี แล้วพอกดสามเหลี่ยมอาวุธเรามันจะแปลงร่าง มี 3 แบบเหมือนกันคือค้อนยักษ์ แส้กระบอง แล้วก็สว่าน ส่วนตัวชอบสว่านมากที่สุด เพราะตอนเรากดค้างเจาะศัตรู Dulsense มันจะสั่นรัว ๆ ได้อารมณ์สะใจเหมือนแคะหู
ความแปลกคือเกมแอ็กชันส่วนใหญ่พวกท่า Finisher หรือท่าปิดคอมโบมันก็คือการกดตีเบาแล้วปิดด้วยตีหนัก แต่เกมนี้ไม่ครับ มันมีสายสกิลของท่า Finisher ให้เลย ก็คือคุณมาเลือกว่าจะใช้อะไรปิดคอมโบจาก 6 อย่าง พอเลือกได้แล้วเวลาใช้คุณก็กดสี่เหลี่ยมตีไปจนจบคอมโบได้เลย เพราะการกดสามเหลี่ยมมันจะใช้อาวุธรูปแบบที่สองแทน
ความฉีกยังไม่จบแค่นั้น เพราะในการต่อสู้มันจะแบ่งเป็นพวกกีกี้กับมอนสเตอร์ตัวใหญ่ ถ้าจะเคลียร์พื้นที่นั้นคุณจะต้องโฟกัสไปที่การกำจัดมอนตัวใหญ่ให้หมด ไปไล่ตีพวกตัวเล็กให้ตายเสียเวลาเปล่า เพราะมันก็จะเกิดใหม่ ยกเว้นคุณจะใช้ประโยชน์จากพวกมัน เช่น ตีพวกตัวเล็กเพื่อใช้ท่าเผด็จศึก ซึ่งพอเวลาเราใช้ท่าปิดฉากเราจะได้สถานะ Dominance ตีแรงขึ้น การตีพวกกีกี้พวกนี้ก็เลยไม่ได้ไร้ประโยชน์ไปทั้งหมด

คราวนี้ พอพูดถึงความสนุกของการต่อสู้ ตอนแรกที่ผมดูตัวอย่างกับเกมเพลย์ที่ปล่อยออกมา รู้สึกแปลก ๆ เกมดูเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ เหมือน Devil May Cry ที่ไม่ได้มีความซับซ้อนของคอมโบมาก เพราะเปลี่ยนอาวุธหลักในระหว่างต่อสู้ไม่ได้
แต่พอได้มาลองกับมือช่วงแรกผมแอบงงนิดหน่อยว่าเกมมันทำไมดูเล่นยาก เล่นไปสักพักพอจับทางได้ ใช้อาวุธเป็น อ้าว มันก็ดีนี่หว่า มันคือเกมแอ็กชัน Hack and Slash ความเร็วสูง ที่ตัวละครเรามีท่าเคลื่อนไหวโลดโผนมาก ก็คือมีกระโดด 2 ชั้น แดชติดต่อกันได้ 2 ครั้ง มีลอยตัวกลางอากาศ เพราะงั้นคุณก็จะเจอศัตรูที่มันบินได้เยอะเลยล่ะ แต่คุณก็จะเข้าถึงได้ไม่ยากและต่อคอมโบกลางอากาศได้นาน
แล้วเกมนี้ไม่มี Parry นะครับ เน้นแดชหลบเป็นหลัก

ช่วงต้นเกมถึงกลางเกมที่อะไรมันยังใหม่ ยอมรับว่าเอ็นจอยกับการต่อสู้มาก ท้าทายกำลังดี แต่พอเล่นไปเล่นมามันจะรู้สึกว่าเริ่มซ้ำซาก สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะว่าความหลากหลายของศัตรูในเกมค่อนข้างน้อยครับ พอคุณเล่นเลยกลางเกมไปนิดเดียวคุณก็แทบจะเจอครบหมดทุกแบบแล้ว พอมันซ้ำไปมา วิธีการรับมือมันก็จะเป็นแบบเดิม คุณอาจจะใช้การเปลี่ยนอาวุธเปลี่ยนสกิลต่อสู้เพื่อให้มันมีรสชาติมากขึ้น แต่มันเป็นการเปลี่ยนจากฝั่งของเราไง ส่วนตัวเกมมันมีของให้มาแค่เท่านี้
แล้วนี่เป็นเกมที่ผมไม่แนะนำให้ล็อกเป้า ถ้าจะล็อกให้ล็อกใส่ศัตรูที่มันบินไปมาดีกว่า ด้วยความที่ศัตรูแต่ละโซนค่อนข้างเยอะ และอย่างที่บอกไปว่าเราไปตีพวกกีกี้ตัวเล็กตายมันก็จะฟื้นกลับมาใหม่จนกว่าเราจะไปฆ่าพวกตัวใหญ่แถวนั้นจนหมด เลยทำให้การล็อกเป้าดูเป็นภาระมากกว่า เพราะหลายครั้งมันจะไปล็อกพวกตัวเล็กให้อัตโนมัติ ตลอดการเล่นจนจบผมใช้ล็อกเป้าน้อยมาก ใช้แต่กับพวกตัวเคลื่อนที่ไว ๆ

ส่วนบอสไฟต์เกมนี้ ผมบอกเลยว่าธรรมดาถ้าเทียบกับมาตรฐานเกมยุคนี้ บอสมีท่าโจมตีน้อย (นี่คือพูดแบบรวมหมดทุกเฟสแล้วนะ) แต่มันรู้สึกสู้ยากเพราะพลังชีวิตมันเยอะ มันเลยให้ความรู้สึกเนือย ๆ ค่อนไปทางเบื่อ เพราะตีเท่าไรมันก็ไม่ตายสักที
ถ้าเราเอาชนะได้ เราก็จะได้รับสกิลต่อสู้ของพวกมันมา เอาเข้าจริงพวกสกิลต่อสู้ที่เกมให้มามันไม่น่าเกลียด แต่มันก็ไม่ได้มีอะไรให้ต้องพูดถึงเยอะ ส่วนใหญ่มันก็จะแบ่งเป็นสายยิงจากระยะไกล ไม่ก็สายซัมมอนเรียกเพื่อนมาช่วยสู้
นอกจากการต่อสู้แล้ว เกมนี้ยังมีความเป็นแพลตฟอร์มสูงมาก อย่างที่บอกไปตัวเรามันมีท่าเคลื่อนไหวเยอะ พวกเซตพีซยาว ๆ ใช้การกระโดด การพุ่งต่อเนื่องเป็นสิ่งที่เจอได้ตลอดการเล่น แต่เกมนี้ทำออกมาได้ดี ไม่ยากไม่ง่ายเกินไป แล้วดูอลังการด้วย

สรุป
ในแง่เนื้อเรื่อง หากเทียบ Control Resonant เป็นอาหาร ก็เหมือนกินของที่ลิ้นมันไม่คุ้นเคย ถ้าเป็นหนังมันก็มีวิธีการเล่าไม่ตามขนบ แต่ผมคิดว่าการได้เสพอะไรแบบนี้บ้าง มันดีมาก อะไรแบบนี้ล่ะที่มันจะฝากอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ในใจได้นาน ผมไม่รู้ว่าเกมนี้มันจะไปได้รางวัลบนเวทีใหญ่บ้างรึเปล่า แต่ใจผมรู้สึกว่ามันควรจะได้รับความรักมากกว่านี้
นี่อาจจะเป็นรีวิวที่คนอ่านน้อยมาก แต่ผมก็จะพยายามใช้เสียงเท่าที่มีบอกว่า Control Resonant เป็นเกมที่คู่ควรกับคนเล่นและคนเล่นก็คู่ควรกับมัน ไม่ใช่เพราะมันไร้ที่ติ เกมยังมีข้อเสียหลายจุดอย่างที่บอกไป แต่เพราะมันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่าการเล่าเรื่องแบบนี้มีแค่สื่อแบบวิดีโอเกมที่ทำได้
