Reviews

Ghost of Yōtei Complete Edition – รีวิว [REVIEW]

โดย ปอลนาโช่

รีวิว Ghost of Yōtei Complete Edition – รีวิว

*ขอขอบคุณ Sony Interactive Entertainment สำหรับโค้ดรีวิวมา ณ โอกาสนี้ครับ

หากเราย้อนกลับไปในเดือนกันยายนปีที่แล้ว Ghost of Yōtei ดึงเราด่ำดิ่งลงสู่ดินแดนเอโซะอันหนาวเหน็บด้วยคะแนน 80% จาก Thaigamewiki ซึ่งในตอนนั้นเราจำกัดความมันไว้ว่าเป็นเกมโอเพนเวิลด์ชั้นดีที่มีงานภาพระดับมาสเตอร์พีซ แต่ในแง่ของนวัตกรรมและระบบเกมเพลย์กลับค่อนข้างเพลย์เซฟและไม่ได้พัฒนาก้าวกระโดดจากเกาะสึชิมะเท่าใดนัก

เวลาผ่านไปหนึ่งปีพอดี Sucker Punch Productions และ SIE เลือกที่จะขยับหมากอีกครั้งด้วยการส่ง Ghost of Yōtei Complete Edition ออกสู่ตลาดในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การมัดรวมแผ่นขายธรรมดา แต่เป็นการพ่วงเนื้อหาเสริมขนาดใหญ่ทั้งโหมดแคมเปญใหม่ และโหมดการเล่นแบบ Survival เข้ามาเป็นตัวชูโรง

จากการที่ผมได้ใช้เวลาคลุกคลีกับตัวเกมฉบับสมบูรณ์นี้อย่างถี่ถ้วน สิ่งแรกที่ผมต้องกางแฟกต์ให้ฟังตรง ๆ แบบไม่มั่วข้อมูลเลยก็คือ “เกมนี้มีมูลค่าความคุ้มค่าที่ไม่เท่ากันสำหรับคนสองกลุ่ม”

หากคุณเป็นผู้เล่นหน้าใหม่แกะกล่องที่ไม่เคยร่วมเดินทางไปกับ อัตสึ มาก่อนเลยในชีวิต ตัวเกมฉบับ Complete Edition นี้คือความคุ้มค่าระดับ 85 คะแนน มันคือแพ็กเกจที่ทรงพลัง สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ และมอบคอนเทนต์ให้คุณเสพได้ยาวนานทะลุ 50–60 ชั่วโมงได้อย่างสบาย ๆ แต่ในทางกลับกัน หากคุณคือซามูไรหน้าเดิมที่เคยเคลียร์เกมภาคหลักจนขึ้นหิ้งไปแล้ว ผมขอให้คุณ “ทดเลขไว้ในใจเลยว่าเกมนี้ยังคงอยู่ที่ 80 คะแนนเท่าเดิม” เพราะเนื้อหาที่เพิ่มเข้ามา แม้จะทำออกมาได้ประณีตและยอดเยี่ยมจริง แต่มันก็ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่น้ำจิ้มที่เข้ามาเสริมจานหลักเท่านั้น

เนื้อเรื่องเสริม ‘เงาอดีตแห่งเซกิงาฮาระ’: การอุดรอยรั่วทางประวัติศาสตร์ที่แฟน ๆ รอคอย

ในการรีวิวภาคหลักดั้งเดิม จุดสังเกตที่ใหญ่ที่สุดจุดหนึ่งคือการที่ตัวเกมไม่ได้ลงลึกรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จริงอย่าง ศึกเซกิงาฮาระเท่าที่ควร ทั้งที่เป็นชนวนเหตุสำคัญของปูมหลังตัวละคร ทาง Sucker Punch จึงใช้โอกาสนี้ส่งเนื้อหาเสริม “เงาอดีตแห่งเซกิงาฮาระ” (Echoes of Sekigahara) เข้ามาทำหน้าที่อุดรอยรั่วตรงนี้อย่างเป็นทางการ

เรื่องราวในบทนี้จะพาอัตสึดึงตัวเองเข้าไปพัวพันกับเขตแดนแห่งใหม่ เมื่อผู้คนที่เธอคุ้นเคยในอดีตได้เดินทางมาถึงเอโซะ บังคับให้อดีตและปัจจุบันของเธอต้องมาบรรจบกันกลางสมรภูมิที่เต็มไปด้วยศัตรูที่ไม่คุ้นหน้า แฟน ๆ สาย Lore จะต้องประทับใจแน่นอนเพราะรอบนี้ทีมงานทำการบ้านมาดีมาก มีการสอดแทรกความทรงจำที่ยังคงอยู่จากศึกเซกิงาฮาระเข้ามาเป็นแกนหลักในการเล่าเรื่อง ช่วยเพิ่มมิติ ความลึก และความสะเทือนอารมณ์ให้กับตัวละครอัตสึได้อย่างน่าชื่นชม

อย่างไรก็ตาม การจะเข้าถึงเนื้อหาเสริมบทนี้มีเงื่อนไขที่ผูกติดกับการดำเนินเนื้อเรื่องหลักค่อนข้างเข้มงวด หากคุณเป็นผู้เล่นใหม่ คุณจำเป็นต้องผ่านภารกิจหลักอย่างน้อย 10 ชั่วโมงขึ้นไป และต้องสำเร็จภารกิจสำคัญ 4 ตัว ได้แก่ “The Old Inn”, “The Way of Dual Katana”, “The Tale of the Oni” และ “The Kitsune’s Fate” รวมถึงต้องไปคุยกับ โคจิโร่ นายหน้าภารกิจล่าค่าหัวอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ภารกิจล่าค่าหัวของ นางาโตะผู้หล่อเหลา จึงจะปรากฏขึ้นบนกระดานเพื่อเปิดประตูสู่เนื้อหาเซกิงาฮาระ

ตรงจุดนี้ทางผู้พัฒนาออกแบบมาได้ดีในแง่ของความต่อเนื่องของเรื่องราว แต่สำหรับคนเล่นเก่าที่อาจจะเคยลบเซฟทิ้งไปแล้ว การต้องกลับมาวิ่งเคลียร์เงื่อนไขยาวนานกว่า 10+ ชั่วโมงเพื่อเข้าเล่น DLC อาจจะสร้างความเหนื่อยล้าได้เล็กน้อย แต่ขอบอกเลยว่าปลายทางของเนื้อเรื่องเสริมนี้เข้มข้นคุ้มค่ากับการรอคอยครับ

โหมด ‘ล่าทรชน’ (Most Wanted): เกมเพลย์อาร์เคดสุดตึงมือ และความจริงจังที่น่าจับตา

ไฮไลต์ใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะทำออกมาได้สนุกขนาดนี้คือโหมด “ล่าทรชน” (Most Wanted) ประสบการณ์การเล่นคนเดียวแบบใหม่ฉบับต่อสู้เอาชีวิตรอด (Survival) ที่ท้าทายให้ผู้เล่นออกไปล่าค่าหัวที่จะทวีความรุนแรงและโหดหินขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละเวฟ ซึ่งโหมดนี้สามารถเข้าถึงได้ทันทีจากหน้าเมนูโดยไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลบันทึกเกมหรือผ่านเนื้อเรื่องหลักมาก่อน

แกนหลักของโหมดนี้คือการให้เรา ลองผิดลองถูกกับตัวละครที่เล่นได้หลากหลาย ซึ่ง handling และสไตล์การต่อสู้ของแต่ละตัวละครมีความจำเพาะสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ดาบคู่ของอัตสึ หรือการปลดล็อกตัวละครอื่น ๆ มาร่วมสังเวียน ช่วยแก้เบื่ออนิเมชันเดิม ๆ จากภาคหลักได้เป็นปลิดทิ้ง ตัวเกมจะสุ่มการ์ดอัปเกรดความสามารถให้เราเลือกสรรหลังจบแต่ละเวฟ ทำให้เกิดมิติการเล่นแบบ Roguelike ที่ชวนติดพันอย่างยิ่ง จบรอบแล้วก็นำ Credits หรือแต้มกลับมาอัปเกรดทักษะแบบถาวรได้อีกด้วย

ทว่า ในความสนุกระดับลืมเวลานั้น ตัวเกมก็แฝงปัญหาดีไซน์ระบบที่ทำให้เราต้องเกิดความรู้สึกหวานอมขมกลืนอยู่บ้าง ประเด็นนี้คือ ระบบจัดการไฟล์บันทึกข้อมูลของโหมดนี้ เนื่องจากความคืบหน้าและการปลดล็อกในโหมดล่าทรชนจะถูกนับรวมและผูกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของไฟล์บันทึกเกมนักรบปีศาจแห่งโยเทโดยตรง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ตัวเกมไม่มีหนทางในการรีเซ็ตความคืบหน้าเพื่อเริ่มเล่นโหมดล่าทรชนใหม่จากศูนย์ได้เลย นอกเสียจากว่าผู้เล่นจะต้องยอมตัดสินใจ “ลบไฟล์บันทึกเกมทั้งหมดทิ้ง” ซึ่งมันจะรวมไปถึงการลบความคืบหน้าในตัวเกมภาคหลักของคุณไปด้วย!

แม้ว่าทางผู้พัฒนาจะแนะนำให้แก้ปัญหาอ้อม ๆ ด้วยการใช้ระบบ Cloud ของ PS Plus ในการอัปโหลดเซฟหลักไปฝากไว้ก่อน แล้วปิด Auto-Sync จากนั้นจึงค่อยลบเซฟในเครื่องเพื่อมาเล่นโหมดล่าทรชนใหม่ แต่วิธีการนี้สำหรับคนเล่นเกมทั่วไปถือว่ามีความยุ่งยาก คลุมเครือ และเสี่ยงต่อการที่เซฟจริงจะหลุดหายได้ง่ายมากหากกดผิดจังหวะ จุดนี้ถือเป็นข้อบกพร่องในแง่ของ User Experience (UX) ที่ทาง Sucker Punch น่าจะออกแบบระบบแยกสล็อตเซฟให้มีความเป็นอิสระมากกว่านี้

คุณภาพกราฟิกต่าง ๆ

ในฐานะที่ผมใช้เครื่อง PS5 ในการทดสอบรีวิวร่วมกับฟีเจอร์ระดับท็อป สิ่งที่ต้องชมคือ Watanabe Mode ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในโหมดความงามแห่งโยเท มันช่วยขับเน้นทัศนียภาพของทุ่งหญ้าสะบัดพริ้วและใบไม้เปลี่ยนสีในดินแดนเอโซะให้ออกมางดงามประหนึ่งภาพวาดพู่กันโบราณที่ขยับเคลื่อนไหวได้ งานภาพและแสงเงาคมกริบสมศักดิ์ศรีการอัปเกรดคอนโซลยุคนี้

แต่กระนั้น ตัวเกมเวอร์ชันรีวิวที่เราได้สัมผัสก็ยังมีรอยแผลทางเทคนิค โผล่มาให้เห็นประปราย ซึ่งทางทีมงานแจ้งว่ากำลังเร่งจัดทำแพตช์วันแรก เพื่อแก้ไขในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ โดยผมจะไม่แจกแจงถึงบั๊กที่พบ เพราะเชื่อว่าเขาจะแก้ไขได้ในท้ายที่สุด

บทสรุป

สำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ (85/100): ไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะต้องลังเลใจเลยครับ นี่คือหนึ่งในเกมแอ็กชันโอเพนเวิลด์ธีมซามูไรที่สมบูรณ์แบบ งานภาพอลังการ และเนื้อหาแน่นจนจุก การจ่ายเงินซื้อแพ็กเกจนี้คือความคุ้มค่าขั้นสูงสุดที่คุณจะหาได้จากเครื่อง PS5 ในปี 2026 นี้

สำหรับผู้เล่นหน้าเก่า (80/100): สิ่งที่เพิ่มเข้ามา ทั้งปมประวัติศาสตร์ใน เงาอดีตแห่งเซกิงาฮาระ และความมันส์ชวนติดพันของ โหมดล่าทรชน คือน้ำจิ้มชั้นเลิศที่ทำออกมาได้ดีสมมาตรฐานของค่าย แต่มันยังไม่ใช่ตัวแปรระดับ “เปลี่ยนโลก” หรือยกระดับเกมเพลย์จากเดิมให้แปลกใหม่ไปอย่างสิ้นเชิง ถือเป็นคอนเทนต์เสริมรสชาติที่ทำให้คุณได้กลับไปสนุกกับสไตล์การต่อสู้ที่คุ้นเคยในบรรยากาศที่ประณีตขึ้น

The Review

85% ของดีที่ควรค่าแก่การลิ้มรส แต่อยู่ที่ว่าคุณกินจานหลักไปแล้วหรือยัง?

ตัวเกมฉบับ Complete Edition นี้คือความคุ้มค่าระดับ 85 คะแนน มันมอบคอนเทนต์ให้คุณเสพได้ยาวนานทะลุ 50–60 ชั่วโมงได้อย่างสบาย ๆ แต่ในทางกลับกัน หากคุณคือซามูไรหน้าเดิมที่เคยเคลียร์เกมภาคหลักจนขึ้นหิ้งไปแล้ว ผมขอให้คุณ "ทดเลขไว้ในใจเลยว่าเกมนี้ยังคงอยู่ที่ 80 คะแนนเท่าเดิม" เพราะเนื้อหาที่เพิ่มเข้ามา แม้จะทำออกมาได้ประณีตและยอดเยี่ยมจริง แต่มันก็ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่น้ำจิ้มที่เข้ามาเสริมจานหลักเท่านั้น

85%

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์