รีวิว Code Vein II
*ขอขอบคุณ Bandai Namco Entertainment Asia สำหรับโค้ดรีวิวมา ณ โอกาสนี้
นี่คือภาคต่อที่สร้างขึ้นโดยคำนึงถึงแฟนเกมภาคต้นฉบับเป็นหลัก หากคุณไม่เคยอินกับเกมภาคแรกมาก่อน ก็มีโอกาสสูงที่คุณจะเจอกับความรู้สึกงงงวยเล็กน้อยช่วงเริ่มเกม (โดยเฉพาะกับพล็อตหลักของโลกใน Code Vein) อย่างไรก็แล้วแต่…ในภาพรวมแล้วมันยังคงเป็นเกมสไตล์เดิม ที่พยายามทำให้ทุกอย่างมันขยายใหญ่ขึ้น ยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็สมมติว่า…จาก ดาร์กโซล ขยับไปเป็น เอลเดน ริง นั่นแหละครับ!
ซึ่ง Code Vein II ก็ทำได้ดีพอที่จะรู้สึกได้ถึงก้าวย่างที่สำคัญ แม้ว่ามันจะยังไปไม่ถึงจุดสูงสุดตามที่ตัวเกมตั้งเป้าไว้ก็ตาม
เนื้อเรื่อง
เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับสถานะของโลกในปัจจุบันของ CODE VEIN II จึงต้องทำความเข้าใจกับคำว่า Resurgence กันซักหน่อย กล่าวคือ ในยุคสมัยก่อน ปรากฏการณ์ลึกลับที่เรียกว่า Resurgence เริ่มแพร่กระจายไปทั่วโลก มันบิดเบือนการดำรงอยู่ของทุกสิ่ง ทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ทำให้แปรเปลี่ยนไปเป็นรูปร่างอันน่าสะพรึงกลัว สิ่งมีชีวิตที่ถูกบิดเบี้ยวเหล่านี้ถูกเรียกว่า Horrors และกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อมนุษยชาติ
ต่อมาจึงเกิดเหตุการณ์ “การผนึก Resurgence โดยเหล่า Revenants” โดยในยามที่อารยธรรมมนุษย์เริ่มล่มสลาย เหล่า Revenants ตัวตนที่คืบคลานในเงามืดมาช้านานก็เริ่มปรากฏตัวออกมาควบคุมสังคม ด้วยพลังของ Revenant ผู้ทรงอำนาจตนหนึ่ง ในที่สุด Resurgence ก็ถูกปิดผนึก และโลกก็ได้พบกับความสงบอันเปราะบางชั่วครู่
ทีนี้ เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน ผนึกของ Resurgence อ่อนกำลังลง ทำให้โลกอยู่บนขอบเหวแห่งความล่มสลายอีกครั้ง จึงเกิดมหาสงครามขนาดใหญ่ แต่ในที่สุดเหล่า Revenants ก็ผนึกมันลงได้อีกครั้งและบรรดา Revenants ผู้สละชีวิตในศึกนี้ต่างได้รับการขนานนามว่า วีรชน ไปตลอดกาล และหลังสงครามดังกล่าว ก็ได้เกิด “รังไหม” ขึ้นในสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลก
บัดนี้ 100 ปีให้หลัง ได้เกิดระเบิดครั้งรุนแรงรอบ ๆ รังไหม เหล่านี้ทำให้พื้นที่โดยรอบตกอยู่ในหายนะ โลกนี้กำลังถูกทำลายไปทีละพื้นที่ และมนุษยชาติก็ใกล้สูญพันธุ์อีกครั้ง
สำหรับภารกิจของตัวเอก ก็คือการทำลายผนึกรังไหมและกำจัด Resurgence’s Offspring ที่หลับใหลอยู่ภายใน ก่อนที่โลกนี้จะสูญสิ้น ซึ่งกุญแจสำคัญในการทำลายผนึกเหล่านี้อยู่กับบรรดาวีรชนในอดีต ดังนั้นตัวเอกกับเพื่อนร่วมทางที่ชื่อ Lou จะต้องเดินทางสู่โลกเมื่อ 100 ปีก่อนในยุคที่เหล่าวีรชนยังมีชีวิตอยู่
เกมเพลย์
ถ้าจะถามว่า Code Vein II ต่างจากเกมอย่างเอลเดน ริง ตรงไหนบ้าง ก็ขอตอบชัด ๆ อันดับแรกเลยว่า เกมนี้เน้นการเล่าเรื่องเป็นอย่างมาก มันจะไม่มีการแอบเรื่องราวเอาไว้ให้ไปค้นหากันเอาเองแบบเกมของฟรอมซอร์ฟแวร์ แต่ใน Code Vein II เขาจะจัดเต็มมาเป็นคัตซีนดำเนินเรื่องขนาดยาว ที่มีอยู่เยอะมาก ๆ ในแทบทุกจังหวะของการเล่น แถมด้วยเนื้อหาดราม่าฟูมฟายตามสไตล์อนิเมะ บางครั้งก็มีฉากที่ตัวละครรำพึงรำพันกับตัวเองนานหลายนาที ถ่ายทอดความรันทดของชีวิต ในภาวะห้วงอารมณ์อันหดหู่ …เล่นใหญ่กันขนาดนั้นเลยทีเดียว
ขณะที่ ระบบการต่อสู้ ยังคงเป็นหัวใจหลักของ Code Vein II และส่วนใหญ่ก็ทำออกมาได้ดี พื้นฐานของเกมจะดูคุ้นเคยสำหรับใครก็ตามที่เคยเล่นเกมแนว Soulslike ผู้เล่นต้องบริหารค่าความอึด (Stamina) ศึกษาจังหวะศัตรู ใช้ความสามารถอย่างมีกลยุทธ์ ยอมรับความตายเมื่ออ่านท่าพลาด และรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะถอย
การเปลี่ยนสายการเล่น (Build) คือหนึ่งในจุดแข็งที่สุด เกมสนับสนุนให้ทดลองใช้อาวุธ ความสามารถ และตัวเสริมพลังที่หลากหลายโดยไม่ล็อคผู้เล่นไว้กับสไตล์ใดสไตล์หนึ่ง อย่างไรก็ตาม มีบางขณะที่รู้สึกเหมือนเกมบังคับว่าต้องใช้ Build เฉพาะทางเพื่อรับมือกับบอสบางตัว ถึงกระนั้น การต่อสู้ก็ไม่ได้น่าพึงพอใจเสมอไป เพราะจังหวะที่โจมตีโดนนั้นยังขาดความรู้สึกหนักแน่นหรือแรงปะทะที่ควรจะมีในเกมแนวนี้
การสู้กับบอส ถือเป็นจุดเด่นที่ทำได้ดี โดยเฉพาะเมื่อเน้นไปที่ความอลังการเป็นสำคัญ! แต่จุดที่เกมเฉิดฉายจริงๆ คือ ระบบคู่หู เพื่อนร่วมทางรู้สึกเหมือนเป็นส่วนสำคัญของเกมมากกว่าแค่ตัวซัพพอร์ต พวกเขาสู้เคียงข้างคุณ ช่วยทำดาเมจเสริม และกระทั่งดึงคุณกลับมาจากความตายด้วยการเสียสละตัวเองชั่วขณะ ผู้เล่นยังสามารถ ผสานร่าง (Merge) กับคู่หูเพื่อเพิ่มบัฟสกิล โดยคู่หูแต่ละคนจะเน้นการเสริมค่าสถานะที่ต่างกัน การเรียนรู้ที่จะพึ่งพาคู่หูช่วยให้บริหารไอเทมฮีลที่จำกัดได้ดีขึ้น
ทว่า การสำรวจฉากคือส่วนที่ Code Vein II ทำได้ไม่ดี เพราะการออกแบบฉากยังยึดติดกับรูปแบบเดิม ๆ ทั้งทางแคบ จังหวะปะทะศัตรู ทางลัด แม้โลกจะกว้างขึ้นและมีความเป็นแนวตั้ง แต่ไอเดียเหล่านี้ยังไปไม่สุดพอที่จะทำให้การสำรวจน่าจดจำ โดยเฉพาะกับความรู้สึก “ไม่คุ้มเหนื่อย” เพราะไอเทมที่เก็บได้จากการออกสำรวจนอกเส้นทาง มักเป็นแค่วัตถุดิบทำอาหารที่ไม่ค่อยมีประโยชน์
ด้านงานภาพ ยังคงเอกลักษณ์ Anime-Gothic ไว้อย่างครบถ้วน ฉากส่วนใหญ่จะดูหม่นหมอง ส่วนเรื่อง ประสิทธิภาพนั้น เวอร์ชัน PS5 ให้ภาพที่นิ่งกว่า PC เป็นอย่างมาก (ผู้เล่น PC จำนวนมาก, รวมทั้งผมเองด้วย, เจอปัญหาภาพเละเป็นโคลนเพราะเฟรมเรตร่วง เป็นประจำตลอดทั้งเกม) ในทางกลับกัน เพลงประกอบ คือจุดเด่นที่ยอดเยี่ยม ช่วยสร้างบรรยากาศได้ดี และระบบสร้างตัวละคร ก็ยังคงยอดเยี่ยมเช่นเดิม
สรุป
Code Vein II เป็นภาคต่อที่คงจุดแข็งเดิมไว้แต่ขยายสเกลให้ใหญ่ขึ้น พร้อมปรับปรุงเนื้อเรื่องที่เน้นการย้อนเวลา ระบบการต่อสู้ยังคงความท้าทายแบบ Souls-like โดยมีจุดแข็งที่ให้อิสระในการปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่น ขณะที่ระบบคู่หู (Companion System) ก็เป็นหัวใจหลักของภาคนี้ที่ช่วยให้เกมเข้าถึงง่ายขึ้นและมีความสำคัญต่อการเล่น อย่างไรก็ตาม การโจมตียังอาจขาดน้ำหนักไปบ้างและการออกแบบด่านบางช่วงยังดูธรรมดา หากชอบภาคแรก ภาคนี้ถือเป็นการยกระดับที่คุ้มค่า



















