รีวิว Nioh 3
ถ้าจะบอกว่าอะไรคือเครื่องมือทำมาหากินที่ Koei Tecmo ใช้เป็นหลักในเกมก็คือการเอาประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นและใกล้ ๆ อย่างจีน มาสร้างสรรค์เป็นฉากหลังของเกม โดยเฉพาะช่วงยุคเซ็งโงกุ ประมาณว่าถ้าคิดอะไรไม่ออกให้ย้อนกลับมายุคนี้แหละ และเนื้อเรื่องในซีรีส์ Nioh ก็มีจุดเริ่มต้นมาตรงนั้น แต่เสริมแต่งความแฟนตาซีด้วยการเปรียบเปรยว่าถ้าพลังด้านมืดในตัวของคนมีรูปร่างหน้าตามันเชื่อมโยงกับโยไคได้ยังไง รวมถึงวิญญาณผู้พิทักษ์ประจำตัวที่สะท้อนตัวตนของคนนั้น
ประวัติศาสตร์ การเปรียบเปรย เลยเป็นจุดแข็งหรือเสาหลักให้ซีรีส์นี้เดินตามมาตลอด ขยายกินแดนไปในประวัติศาสตร์จีน (ของมันขายได้ ทำไมจะไม่ทำ) ส่วนตัวผมค่อนข้างชอบวิธีการตีความประวัติศาสตร์ให้ฉูดฉาดจัดจ้านแบบนี้ มันดูมีความลิเกหน่อย ๆ และทำให้ออกแอ็กชันอะไรได้ถนัด เห็นภาพการต่อสู้กันระหว่างด้านมืดและด้านสว่างชัดเจน
ถึงแบบนั้น ด้วยความที่เนื้อเรื่องดำเนินมาถึงภาค 3 ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าสเน่ห์ตรงนี้มันไม่ได้มีรสชาติสดใหม่ เขาจะสานต่อเรื่องราวหลังจากการขึ้นครองญี่ปุ่นของโตกุกาวะ อิเอยะสึ ได้ยังไง
ตัวหมากที่เขาเลือกคราวนี้ก็คือผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งโชกุนคนที่สามของโตกุกาวะก็คือ โตกุกาวะ อิเอมิตสึ หรือ ทาเคชิโยะ (ชื่อสมัยเด็ก) ซึ่งอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูเราเท่าไหร่ แต่เอาเป็นว่าฉากหลังของเกมก็คือการที่เราติดตามทาเคชิโยะผ่านไฟสงครามความขัดแย้งที่คราวนี้สะเทือนฟ้าดินกันเลยทีเดียว เพราะเกิดเบ้าหลอมอเวจีปรากฎขึ้นและทำให้ดินแดนญี่ปุ่นเกิดกลียุค

เหมือนทีมสร้างเองก็รู้ว่าถ้าจะอาศัยประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นช่วงเดียวมันคงแห้งไปหน่อย ภาคนี้เขาเลยใส่มุกเดินทางข้ามเวลาเข้ามาเลย ไม่ใช่แค่ย้อนอดีตไปยันยุคยาโยอิ แต่เดินทางไปอนาคตด้วย ใช้จุดขายของความขัดแย้งหลักแห่งยุคสมัยต่าง ๆ อย่างเต็มที่ ซึ่งการเดินทางของทาเคชิโยะก็เพื่อเตรียมความพร้อมสู้กับภัยคุกคามครั้งใหญ่ที่สุด และในระหว่างทางก็ค่อย ๆ ปอกเปลือกหาต้นตอของความขัดแย้งที่หยั่งรากลงในแผ่นดินญี่ปุ่นอย่างยาวนาน เล่นใหญ่แบบนี้ไปเลยก็ดีเหมือนเกิน
เกมค่อย ๆ สั่งสมมวลอารมณ์จนมาถึงช่วงสุดท้ายที่เรียกได้ว่าขนทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อนำพาเราเข้าสู้ศึกสุดท้ายได้อย่างอลังการ เป็นการปิดจบที่แม้จะพอคาดเดาได้ แต่มันก็เชื่อในสิ่งที่เล่าออกมาอย่างเต็มที่
ถึงแบบนั้น เกมก็ยังไม่ทิ้งการนำเสนอประหลาด ๆ เป็นมุกที่ผมไม่ชอบมาตั้งแต่ภาคแรกคือเวลาต้องการให้ตัวละครเราต้องปะทะกับบอสหรือศัตรูบางตัว ก็หาวิธีสกัดเพื่อนร่วมทางของเราออกไปดื้อ ๆ บางครั้งก็ใช้พลังซัดให้ล้มจนลุกมาช่วยเราไม่ได้ เล่นท่าง่ายกันแบบนั้นเลยแหละ แต่ยังดีที่ภาคนี้มีไม่เยอะเท่าเกมก่อน ๆ และในภาคนี้จะมีหลายฉากที่เพื่อนมีบทบาทในการต่อสู้เคียงข้างเราจริง ๆ

เกมเพลย์
คนเราเวลาทำอะไรซ้ำ ๆ ถ้าไม่ดักดานอยู่กับที่ ก็ต้องเก่งกว่าเก่ารอบจัดกว่าเดิม โชคดีที่ Nioh 3 เป็นอย่างหลัง
การทำให้ตัวละครสามารถสลับกระบวนท่าจากซามูไรเป็นนินจาทำให้ผมต้องมองเกมนี้ต่างไปจากเดิมมาก เพราะในภาคก่อน ๆ ผมก็จะติดอยู่กับการสู้แบบซามูไรเป็นหลัก แค่สู้ไปแล้วควบคุมพลัง Ki ก็ยากอยู่แล้ว เลยไม่ค่อยไปยุ่งกับพวกเวทมนต์หรืออาคมเท่าไหร่ แต่ในภาคนี้ผู้สร้างตั้งธงชัดเจนเลยว่าจะขายทั้งรูปแบบซามูไรและนินจา
โจทย์นี้ก็จะมีความยากสองชั้นเพราะมีการกึ่งบังคับให้ผู้เล่นต้องเรียนรู้การต่อสู้สองรูปแบบ แต่ก็ด้วยความกล้าจะใส่ไม่ยั้งนี่แหละที่ทำให้การต่อสู้ในเกมนี้มีเลเยอร์และชั้นเชิงในการเอาชนะมากกว่าแค่การควบคุมพลัง Ki แล้วมันจะลามไปถึงการออกแบบศัตรูให้ตอบสนองแตกต่างไปจากเดิม

ในภาคนี้ศัตรูจะไม่ใช่แค่ตีธรรมดาและมีท่าจับ แต่พวกมันยังสามารถใช้ท่าโจมตีขั้นรุนแรง (แสงออร่าสีแดง) ซึ่งวิธีที่เราจะปัดป้องมันได้ก็คือการสลับรูปแบบการต่อสู้ให้ทัน ขอชมเลยว่าเป็นเมคะนิกที่เข้าใจคิดมาก เพราะมันช่วยให้ผู้เล่นต้องหาทางเอาชนะด้วยการต่อสู้สองรูปแบบ ต้องรู้จักปรับตัวและยืดหยุ่น ซามูไรก็จะเด่นเรื่องการสู้หน้าตรงและปัดป้อง จุดเด่นของงนินจาก็คือความไว การโจมตีศัตรูด้านหลังได้อย่างรุนแรง แถมอาวุธปาที่อย่างมีดสั้นก็สามารถใช้ได้เรื่อย ๆ ถ้าหมดก็หาเพิ่มด้วยการโจมตีศัตรู
แต่ถ้าคุณจะยึดสไตล์ไหนเป็นหลักอย่างเดียวก็ไม่มีปัญหา เพราะการสลับรูปแบบสามารถทำได้ง่ายมาก อย่างผมเองช่วงท้ายเกมก็ใช้นินจาลุยจนจบได้เลย

การเดินเรื่อง
การดำเนินเรื่องคราวนี้เกมเข้าสู่โลกโอเพนเวิลด์แบบเต็มตัว และใช้วิธีการเดินทางข้ามยุคสมัยเป็นการเปลี่ยนแผนที่ มันทำให้เกมมีรสชาติความสนุกของการสำรวจมากกว่าครั้งก่อน ๆ เพราะเกมมีกลไกที่เรียกว่าเลเวลของการสำรวจ พูดง่าย ๆ ก็คือยิ่งสำรวจพื้นที่นั้นมาก เลเวลส่วนนี้ก็จะสูงแล้วเปิดให้เราเห็นจุดสำคัญที่ควรไปสำรวจ เช่น ศาลเจ้าที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่ก็ไปพาพวกโกดามะกลับมาที่ศาลเจ้า การเคารพรูปปั้นพระจิโซ การไปเล่นกับแมวกลมที่จะนำทางเราไปเจอสมบัติหายาก รวมถึงบอสลับที่ซุกซ่อน เควสต์รองที่บางครั้งส่งผลสำคัญกับเนื้อเรื่องหลัก ถ้าไม่ออกค้นหาจริงจังก็อาจพลาดได้เหมือนกัน

ของที่เราไปสำรวจมาได้มีผลต่อการอัปเกรดตัวละครเราทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพรจากโกดามะที่ทำให้อัตราการดรอปและพลังฟื้นฟูของยาเพิ่มขึ้น ช่วยให้เราสามารถออกสนามและสำรวจได้นานมากกว่าเดิม
ศัตรูในเกมนี้ก็มีส่วนช่วยให้เราต้องการออกไปตามล่าพวกมัน เพราะระบบติดตั้งวิญญาณขอองโยไค ยิ่งเลเวลสูงก็จะมีเงื่อนไขคือเราต้องไปเอาหัวใจของโยไคตัวนั้น ๆ มาปลดล็อก (จะขึ้นเป็นรูปไอคอนหน้าปีศาจ) ยิ่งทำให้เราได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นไปอีก
สิ่งที่ชอบอีกอย่างคือการออกเดินทางไปพื้นที่ต่าง ๆ ในภาคนี้ หลายครั้งต้องใช้จิตวิญญาณผู้พิทักษ์ช่วย เช่น การไต่กำแพงข้ามไปอีกฝั่ง การบินขึ้นลง การทำลายสิ่งกีดขวาง อารมณ์จจะคล้าย ๆ เราใช้ความสามารถพิเศษของโปเกมอนมาทำให้เราเข้าพื้นที่ใหม่ได้นั่นแหละ ถือว่าทำออกมาเท่และดูดีทีเดียว
ส่วนการเดินทาง แม้จะอยู่ในตระกูลโซลส์แต่ก็ไม่จำเป็นต้องยุ่งยาก แค่เปิดแผนที่ขึ้นมาแล้วเลือกศาลเจ้าที่เคารพแล้ว เราก็จะ Fast Travel ได้ทันที หรือตอนที่เราต้องการวิ่งไปจุดไหนเราสามารถกดวิ่งเร็วแบบนินจาได้แบบไม่เสียค่า Stamina จุดที่ยากก็ให้ยาก ส่วนที่จุดที่ทำให้สะดวกได้เขาก็ทำ ความเป็นโอเพนวิลด์เกมนี้เลยกลายเป็นแต้มต่อที่จะเปิดความเป็นไปได้ให้ซีรีส์นี้ในอนาคต

ความยากง่าย
พูดถึงเกมแนวโซลส์เมื่อไร ความยากต้องเป็นหัวข้อที่พลาดไม่ได้ จากที่เล่นจนจบเกมมันก็ยังยากนั่นแหละครับ ยากทั้งศัตรูและสภาพแวดล้อม เพราะในภาคนี้นอกจากพื้นที่ธรรมดา เราจะต้องเดินฝ่าเข้าไปในเบ้าหลอมอเวจีที่เวลาเราถูกโจมตีค่าพลังชีวิตสูงสุดของเราจะลดลง แก้ทางได้ด้วยการไปโจมตีศัตรูเพื่อเอาแถบพลังคืนมา
บอสหลายตัวที่โผล่มาก็ไม่ได้ไต่ระดับความยากตามเนื้อเรื่อง บางตัวเสียเวลาไปเป็นชั่วโมงทั้งที่ก็เป็นบอสตัวแรก ๆ แต่กับบอสที่ทรงน่าจะยาก เอาเข้าจริงก็ตบร่วงได้ไม่กี่ยก อันนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ความสามารถของคนเล่นแต่ละคนเลย
สิ่งที่อาจจะยากมากกว่าบอสหรืออะไรทั้งหมดคือการทำความเข้าใจเมคะนิกเกมอย่างถ่องแท้ครับ ต้องยอมรับว่า Nioh เป็นเกมที่มีระบบการเล่นละเอียดไปจนถึงขั้นซับซ้อนที่สุดเกมนึงเท่าที่ผมเจอมาในช่วงหลังเลย

เอาแค่ในส่วนของระบบต่อสู้ที่คุณจะต้องฝึกฝนการต่อสู้ 2 รูปแบบซามูไรและนินจา ฝั่งซามูไรก็จะมีการตั้งท่า 3 ท่าให้ใช้ปรับเปลี่ยนตามศัตรูที่เจอ สลับไปฝั่งนินจาก็จะมีอาวุธปาและของแบบระเบิดควันที่ทำให้คุณไปโผล่หลังศัตรู แล้วในทั้งหมดทั้งมวลนี้จะมีผังสกิลอันมากมาย และมหาศาลขึ้นไปอีกตามชนิดของอาวุธนับสิบ (นี่ยังไม่นับสกิลกดใช้ของอาวุธที่ต้องไปติดตั้งบนปุ่มแยกอีกทีด้วยนะ)

ยังไม่รวมพวกเวทมนต์ คาถาใช้เรียกโยไคมาต่อสู้ และอุปกรณ์สวมใส่ซึ่งผมไม่เคยชอบเลยที่มันต้องดรอปของมาให้เยอะจนล้นคลัง แต่ก็สามารถเอาไปบดแล้วให้ช่างตีอาวุธทำของขึ้นมาใหม่ให้เข้ากับสไตล์ของเราได้
ในแง่หนึ่งหลายคนก็อาจจะมองว่ามันช่วยเปิดความเป็นไปได้ในการเล่นที่หลากหลาย แต่สำหรับผมความซับซ้อนเท่าที่จำเป็นกับความรุงรังก็มีเส้นบาง ๆ กั้นอยู่ และ Nioh 3 มันเป็นแบบนั้นเลยครับ อันนี้ขึ้นอยู่กับจริตคนเลย แต่ผมว่ามันเยอะยุบยับไปหน่อย คนที่เข้ามาเริ่มต้นเกมภาคนี้เลยยังไงก็ต้องเหวอกับเพดานการเรียนรู้ที่สูงลิ่ว นั่นก็ถือเป็นความยากอีกแบบนึง
แต่ขอยืนยันตรงนี้เลยว่า คุณสามารถหาอาวุธสักชิ้นฝึกให้ถนัดแล้วเล่นจนจบเกมได้เลย ตัวเลือกพวกนี้ความจริงก็เป็นแค่ตัวเลือกเพื่อให้คุณเอาไปพลิกแพลงได้เฉย ๆ มันไม่ถึงขนาดจะเล่นเกมไม่จบถ้าคุณไม่เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง เอาแค่เบสิกพื้นฐานเหมือนเกมโซลส์ทั่วไป รู้จักการป้องกัน Parry การหลบ การรู้ว่าจังหวะไหนควรเข้าควรออก มันก็พาคุณไปจนจบเกมได้

ส่วนประสิทธิภาพของเกม ผมเล่นเกมนี้บน PC เครื่องปีลึก การ์ด Nvidia GeForce 3070 ของผมถูกรีดประสิทธิภาพจนหมด ไม่สามารถเล่นแบบเซตภาพในระดับสูงได้เลย ต้องลดระดับลงมาเป็นธรรมดา ทำให้หลายฉากมันดูเหมือนเป็นดินน้ำมันเยอะ แต่ก็ต้องยอมเพราะไม่งั้นคงไม่จบ และเกมใช้เวลาตอนโหลดเข้านานมากทุกรอบที่เล่น

สรุป
Nioh 3 คือผลงานที่ตกตะกอนจากการลองผิดลองถูกของเกมจากค่ายที่กรุยทางมาก่อนหน้า ระบบต่อสู้ถูกยกระดับขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการเน้นลูกเล่นของการสลับรูปแบบซามูไรและนินจา การตัดสินใจให้เกมเป็นแนวโอเพนเวิลด์ผ่านการคิดมาอย่างรอบด้านและสอดประสานไปกับแก่นเรื่องที่พยายามจะเล่า นั่นคือการเดินทางข้ามเวลาเพื่อต่อสู้และเรียนรู้จนนำไปสู่ช่วงสุดท้ายของเกมที่ปิดฉากได้อย่างยิ่งใหญ่
ถึงแบบนั้นตัวเกมก็ยังมีปัญหาด้านการนำเสนอที่ยังใช้มุกบางอย่างแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบขอไปที แต่ไม่มากเท่าภาคก่อน และมันมีเพดานการเรียนรู้ที่สูงมากสำหรับคนที่ต้องการจะใช้ภาคนี้เป็นจุดเริ่มต้นเข้าสู่จักรวาล Nioh
