Games News Reviews

Onimusha: Way of the Sword – รีวิว [REVIEW]

โดย G-jang

Onimusha: Way of the Sword – รีวิว [REVIEW]

*รีวิวนี้เล่นบน PlayStation 5
**ขอขอบคุณ Capcom สำหรับโค้ดรีวิวมา ณ โอกาสนี้ครับ

ผมเชื่อว่าจนถึงตอนนี้หลายคนน่าจะได้สัมผัสกับ Onimusha Way of the Sword ภาคล่าสุดของแฟรนไชส์ซามูไรไล่ล่าปีศาจในญี่ปุ่นยุคโบราณกันไปบ้างแล้ว ซึ่งการกลับมาหลังจากห่างหายภาคใหม่ไป 20 ปีในคราวนี้ Capcom ตัดสินใจรีบูตเนื้อหาใหม่หมด ทำให้แม้คุณจะไม่เคยเล่นเกมในแฟรนไชส์นี้มาก่อนเลยก็สามารถเริ่มตั้งแต่ภาคนี้ได้ทันทีครับ แล้วการกลับมารอบนี้จะสมการรอคอยไหม? ผมจะขอบอกเล่าความรู้สึกให้ได้ฟังกันในรีวิวนี้ครับ แน่นอนว่ามีสปอยล์นะเออ


เนื้อเรื่อง

เหตุการณ์ใน Onimusha Way of the Sword จะพาผู้เล่นไปติดตามการเดินทางต่อสู้ของมิยาโมโตะ มูซาชิ ยอดซามูไรระดับตำนานของญี่ปุ่นในช่วงต้นยุคเอโดะ ที่หลังจากเขาเดินทางมาเกียวโตจนเอาชนะโยชิโอกะ เซย์จูโร่ และฝ่าดงลูกศิษย์ที่หวังล้างอายให้แก่เจ้าสำนักได้แล้ว กลับต้องมาเผชิญกับเหล่าเก็นมะหรือมารมายาจนจบชีวิตลง ทว่าในระหว่างที่วิญญาณล่องลอยในแม่น้ำซันสึมุ่งหน้าสู่นรกอเวจีนั้น เขาได้พบกับชายชราลึกลับในชุดขาวที่ทำการยัดเยียดปลอกแขนโอนิให้แก่เขา จนทำให้วิญญาณเขากลับเข้าร่างมาสู่โลกคนเป็นอีกรอบ และจากการเดินทางสู่การเป็นนักดาบอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน ต้องกลายมาเป็นศึกต่อกรกับเหล่าเก็นมะและคืนความสงบสุขให้แก่บ้านเมือง

ต้องยอมรับว่ารอบแรกที่ได้ยินว่าภาคนี้จะเป็นการรีบูตเนื้อหาใหม่หมดโดยไม่เกี่ยวข้องกับของเก่าเลย ผมก็แอบหวั่นใจหน่อย ๆ ว่ามันจะออกมาเป็นยังไง แต่พอลองได้เล่นจนจบรอบแรกที่กินเวลาไปราว ๆ 30 ชั่วโมงนั้น ภาคนี้ก็ได้กลายมาเป็นภาคที่ผมชื่นชอบที่สุดในเชิงเนื้อหาและเซ็ตติ้งของเกมไปโดยปริยายครับ

ถ้าจะถามว่าทำไม นั่นเพราะภาคนี้มีการอ้างอิงช่วงเวลาตามประวัติศาสตร์ รวมถึงตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่นแบบอัดแน่นทั้งเกม งานออกแบบฉาก ออกแบบตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นตัวละครมนุษย์หรือว่าพวกเก็นมะนั้น เสื้อผ้าหน้าผมต่างอิงบนพื้นฐานของยุคสมัยนั้นจริง ๆ แต่เพิ่มเอกลักษณ์บางอย่างเข้าไปที่ทำให้แต่ละตัวละครนั้นโดดเด่นไม่ซ้ำกัน ทุกคนจะดูสมเป็นคนในยุคสมัยนั้นและกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ไม่เหมือนภาคก่อนหน้าที่แต่ละคนจะดูหลุดมาจากอนิเม

อย่างที่บอกไปตะกี้ว่าภาคนี้อิงตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่นเยอะมากรวมถึงคอนเซปต์ในเชิงพุทธ ดังนั้นลอร์และเซ็ตติ้งของเกมก็จะเป็นสิ่งที่หลายคนคุ้นเคย โดยไม่มีอะไรประหลาดหูประหลาดตาอย่างเช่นพวกเก็นมะที่ในภาคคลาสสิกตั้งชื่อตามบทละครเช็คสเปียร์ พอมาใน Way of the Sword นี้ ก็จะมีบางตัวที่กลับมาแต่มีการปรับชื่อปรับอะไรให้สมเป็นญี่ปุ่นมากขึ้น อย่างเจ้าออสริกในภาคแรกยุคคลาสสิกก็กลายมาเป็นไดดาระในภาคนี้แทน อะไรแบบนั้น

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเกิดคำถามว่า ถ้าภาคนี้ทีมงานเลือกหยิบเอาตำนานพื้นบ้านญี่ปุ่นมาใช้ แล้วมันจะเกิดข้อจำกัดในแง่การนำเสนอหรือเปล่า? จะกลายเป็นว่ายึดติดกับตำนานมากไปไหม? ตอบได้เลยว่าไม่ครับ ทีมงานเอาตำนานเหล่านั้นมาเป็นวัตถุดิบเพื่อรองรับเนื้อหาในเกมได้ดีมาก โดยส่วนตัวผมมองว่าสไตล์การเล่าเรื่องแบบนี้ใกล้เคียงกับสิ่งที่ God of War ทำเอาไว้นั่นล่ะครับ อย่างใน God of War หากคุณมีพื้นความรู้เกี่ยวกับตำนานกรีกหรือนอร์ส ผมเชื่อว่าเวลาคุณเล่นมันจะต้องมีโมเมนต์ที่คุณต้องตบเข่าฉาดแล้วพูดว่า ‘เฮ้ย มันใช่ว่ะ’ แน่นอน ซึ่งใน Onimusha Way of the Sword นี้ ถ้าคุณเคยอ่าน เคยดู หรือเคยฟังเกี่ยวกับตำนานพื้นบ้านญี่ปุ่นมาเยอะ (หรืออ่านมังงะดูอนิเมมาแยะ) คุณจะได้ความรู้สึกแบบนั้นเลย

จุดหนึ่งที่ผมชอบเป็นพิเศษในภาคนี้ ก็คือการนำเอาบุคคลในประวัติศาสตร์และในตำนานมาใช้แต่งแต้มเรื่องราวสร้างสีสันเยอะมาก ทุกคนต่างก็มีความโดดเด่นและมีส่วนร่วมในการเติบโตทางฝีมือและจิตใจของมูซาชิอย่างทั่วถึง ไม่เพียงแค่นั้น ตัวร้ายหลักของภาคอย่างชายชราชุดขาวหรือมินาโมโตะ โนะ โยชิสึเนะนั้น มีการนำเสนอที่ฉีกภาพลักษณ์ที่ผู้คนจดจำไปโดยสิ้นเชิง จากที่เวลาพูดถึงโยชิสึเนะ เราจะนึกถึงแม่ทัพนักรบแห่งสงครามเก็นเปย์ ที่สุขุม เยือกเย็น ฝีมือต่อสู้ร้ายกาจและในสื่อบันเทิงแทบจะทั้งหมดยกให้เขาเป็นตัวเอกผู้มีจุดจบชีวิตอันน่าเศร้าตามต้นฉบับวรรณกรรม

แต่ในรอบนี้คุณจะได้เห็นตัวตนที่บ้าคลั่ง โรคจิต อำมหิต แต่ยังคงมีความฉลาดและฝีมือต่อสู้ที่ร้ายกาจอยู่ (ซึ่งไอเดียนี้ก็คล้าย ๆ กับที่เกม Genpei Toumaden ของ Namco เคยนำเสนอ) มันเลยทำให้การต่อสู้ตัดสินกับเขาในฐานะบอสใหญ่นั้นดุเดือดมาก และทดสอบฝีมือคนเล่นโดยแท้จริง ไม่ต้องไปวิ่งหาบอสลับ บอสซ่อนหรืออะไร บอสใหญ่ของเกมนี้มันคือบอสใหญ่แบบไร้ข้อกังขาครับ

โดยภาพรวมแล้ว เกมนี้ผสมผสานระหว่างชีวิตของมิยาโมโตะ มูซาชิ เข้ากับตำนานพื้นบ้านได้ลงตัว จนออกมาเป็นลอร์ชุดใหม่ของแฟรนไชส์ Onimusha ที่มีเสน่ห์น่าติดตามครับ เรื่องราวในเกมโดยรวมนั้นมีความโหดร้ายและจริงจังพอควร แต่ก็มีการแทรกช่วงเบาสมองเข้ามาตัดอารมณ์ประปราย หากจะมีจุดที่ผมแอบเสียดายก็คือเกมนี้ยังคงไม่ได้นำเสนอชีวิตของมูซาชิไปจนถึงศึกดวลตัดสินบนเกาะกันริวตามที่หลายคนอยากเห็น และการโชว์ลีลาวิชาดาบคู่อันเลื่องลือของมูซาชิก็มาปรากฏยั่วน้ำลายสั้น ๆ ในตอนท้ายเกมแล้วเท่านั้น คาดว่าคงต้องรอภาคต่อไปเราจึงจะได้ใช้วิชาดาบคู่แบบเต็มรูปแบบ


เกมเพลย์

ระบบต่อสู้

ระบบต่อสู้ของ Onimusha Way of the Sword นั้น เป็นเกม hack and slash ที่มีความท้าทายพอสมควรครับ แต่เกมจะไม่ใช่โซลส์ไลก์ เพราะว่าคุณไม่ต้องกังวลเรื่องการโจมตีหรือการหลบแล้วจะเหนื่อยจนออกดาบต่อไม่ได้ แม้เกมจะมีเกจ stamina แต่มันทำหน้าที่เป็นเกจป้องกันของคุณที่หากว่าคุณมีเกจไม่พอรับการโจมตีก็จะทำให้คุณรับแดเมจไปอิ่ม ๆ นั่นล่ะครับ

การโจมตีของคุณโดยหลักก็คือการใช้ดาบคู่ใจที่คุณเลือกโจมตีเบาด้วยการเหวี่ยงมือเดียว หรือโจมตีหนักด้วยการจับสองมือ เพื่อลดพลังชีวิตและค่า stamina ของศัตรูและทุกครั้งที่คุณกำจัดศัตรูได้ พวกมันก็จะดรอปดวงวิญญาณให้คุณดูดเข้าปลอกแขนตามธรรมเนียมของ Onimusha ซึ่งก็แน่นอนว่าภาคนี้ทำตามขนบของเกมแอ็กชันหลายเกมในปัจจุบันที่พอคุณลดค่า stamina ของศัตรูจนหมดแล้วก็จะทำให้คุณเข้าไปใช้ท่า Break Issen เพื่อสังหารศัตรูได้ทันที ส่วนเวลาเจอบอสก็จะทำให้คุณมีโอกาสในการเลือกจุดที่จะโจมตีได้ ซึ่งคุณจะเน้นการทำแดเมจหรือเลือกทำให้มีดวงวิญญาณปรากฏมากขึ้นเพื่อดูดมาใช้งานก็สุดแท้แต่

ระบบเอกลักษณ์ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นไฮไลต์ของแฟรนไชส์นี้เลยก็คือระบบ Issen นี่ล่ะครับ ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ มันก็คือท่าเคาเตอร์ที่เราจะฟันสวนศัตรูได้อย่างรุนแรงที่ทำให้พวกศัตรูระดับกีกี้ตัวขาดได้ในดาบเดียวนั่นล่ะ ซึ่งถ้าคุณใช้กับบอสได้ก็จะลดพลังชีวิตรวมถึง stamina ได้เยอะมาก แต่ก็อย่างที่รู้ ๆ กันว่าท่าเคาเตอร์ในทุก ๆ เกมมันเป็นเมคานิกประเภท high risk, high return ดังนั้นถ้าคุณพยายามไป Issen บอสแล้วพลาดล่ะก็ มูซาชิก็จะหน้าจูบพื้นได้ง่าย ๆ แต่ถ้าคุณกดติดมันก็จะทำให้คุณเป็นซามูไรที่โคตรเท่โคตรอันตรายในพริบตา

ในด้านของอาวุธโอนิภาคนี้ปรับมาเป็นการเรียกใช้งานในแต่ละทีเพื่อออกท่าพิเศษครับ ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ชิ้นใดก็ตามพอกดใช้แล้วจะเสียเกจเท่ากันหมด และหากจะใช้ใหม่ก็ต้องหาดูดวิญญาณสีฟ้าเพื่อเติมเกจให้เต็มอีกรอบ ดังนั้นการเลือกใช้อาวุธโอนิให้ถูกจังหวะหรือเหมาะกับสถานการณ์ ก็คือตัวเลือกด้านกลยุทธ์ประการหนึ่งของภาคนี้นั่นล่ะครับ คุณจะใช้อาวุธที่สร้างวิญญาณสีเหลืองเพื่อฟื้นฟูพลังชีวิต หรือจะใช้ชิ้นที่กวาดเป็นวงกว้าง ใช้ชิ้นที่ลดค่า stamina ของศัตรูมหาศาล หรือจะลดพลังชีวิตศัตรูมหาศาล ทั้งหมดทั้งมวลนี้อยู่ที่สไตล์การเล่นของคุณเลย ไม่มีอะไรผิดหรือถูก

สิ่งที่ผมคิดว่าต้องชมในแง่ระบบการเล่นของภาคนี้ก็คือตัวเลือกในการป้องกันของคุณนั้นเยอะและหลากหลายมากพอดู นอกจากการป้องกันตามมาตรฐานแล้ว คุณจะมีการปัดป้องหรือ parry ตามสมัยนิยมที่จะทำให้ดาบคุณอยู่ในสถานะเพลิงผลาญเพิ่มพลังโจมตี หรือการสะท้อนหรือ deflect ที่จะลดค่า stamina ของศัตรูได้มากรวมถึงสะท้อนการโจมตีระยะไกลทั้งหลาย การหลบฉิวเฉียดที่จะทำให้คุณไม่ได้รับความเสียหาย หรือพอดาบปะทะกัน คุณจะต้องกดสลับการโจมตีเพื่อเอาชนะ พอรวมทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน มันเลยทำให้ไดนามิกในการต่อสู้แต่ละครั้งแม้แต่กับศัตรูทั่ว ๆ ไปนั้นหลากหลายมาก ยังไม่นับว่าคุณจะเจอการโจมตีประเภทที่ว่ากันไม่ได้ ปัดไม่ได้ต้องหลบอย่างเดียว ขณะเดียวกันก็มีการโจมตีที่หลบไม่ได้ ต้องปัดหรือสะท้อนเท่านั้นอย่างเดียวด้วย เลยทำให้สู้แต่ละรอบนี่เผลอไม่ได้ครับ เผลอมีหลับแน่นอน

อีกอย่างที่ไม่พูดไม่ได้ ก็คือระบบโอนิทริกเกอร์…เอ้ย ระบบแปลงร่างโอนิที่มีทุกภาคนับแต่ภาค 2 เป็นต้นมา ภาคนี้ยังคงเป็นเมคานิกที่ทำหน้าที่คล้าย ๆ เดิมครับ คือเป็นได้ทั้งระบบเอาตัวรอดในยามคับขันเพราะทำให้คุณไม่ได้รับความเสียหายเมื่อโดนโจมตี แต่อีกหน้าที่นึงก็คือมันทำให้คุณทำความเสียหายใส่บอสได้หนักมาก ทั้งการ Issen ที่ทำได้ง่ายขึ้น รวมถึงท่าโจมตีปิดฉากที่รุนแรงด้วย ดังนั้นใครเล่นเซียน ๆ นี่คุณจะสร้างโมเมนต์ที่โคตรเบียวโคตรเท่โคตรอันตรายได้แน่นอน

แต่ถามว่าในด้านระบบสู้มีจุดที่ผมคิดว่าน่าจะทำได้มากกว่านี้ไหม? มีครับ ผมคิดว่าการที่ภาคนี้มีอาวุธให้ใช้เพียงแค่ดาบอย่างเดียว (ไม่นับธนู) มันก็ทำให้บางครั้งเกมแอบแห้งไปนิด ๆ เมื่อเทียบกับภาคคลาสสิกที่เราได้ใช้ทั้งหอก ขวาน ค้อน ฯลฯ อะไรพวกนั้น (แต่เกมมันก็ชื่อ Way of the Sword อะนะ) อย่างน้อยถ้ามีการเปลี่ยนสไตล์ท่าโจมตีบ้างก็อาจทำให้เกมมีรสชาติเพิ่มขึ้นไปอีก แต่แค่ที่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้ระบบสู้ก็เรียกได้ว่ายอดเยี่ยมแล้วล่ะนะ


การสำรวจและการพัฒนาตัวละคร

เกม Onimusha ในยุคคลาสสิกที่ผ่าน ๆ มา มีหลักการออกแบบเกมที่อาจเรียกได้ว่ามันคือ RE ในยุคซามูไร ดังนั้นรูปแบบเกมอาจจะมีให้คุณต้องวิ่งวนไปมาแก้ปริศนาบ้าง แต่โดยรวมเกมจะดำเนินไปเรื่อย ๆ แบบค่อนข้างเป็นเส้นตรง ซึ่งพอมาใน Way of the Sword นี้ ทีมงานเลือกที่จะออกแบบเกมมาในรูปแบบที่ต่างไปจากเดิม นั่นคือภาคนี้จะมีแมปกลาง (เกียวโต) ที่เปิดให้คุณวิ่งได้อิสระ และพื้นที่ที่สำรวจได้จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามช่วงของเนื้อเรื่อง ในขณะเดียวกันก็จะมีแมปอื่น ๆ ที่จะมีลักษณะเป็นกึ่งเส้นตรงกว่าที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเนื้อหาไปข้างหน้า

การวิ่งสำรวจก็จะทำให้คุณได้ทรัพยากรมากมาย ไม่ว่าจะที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือจะต้องใช้เนตรโอนิก็ตาม ทรัพยากรเหล่านั้นก็จะถูกนำมาใช้เพื่ออัปเกรดมูซาชิไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรดชุดเพื่อเพิ่มพลังชีวิต อัปเกรดดาบเพิ่มพลังโจมตี หรืออัปเกรดปลอกแขนเพื่อเพิ่มเกจพลังโอนิครับ นอกจากนั้นแล้วพวกความสามารถต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นท่าใหม่ ๆ หรือความสามารถแพสซีฟหลายอย่าง ก็ต้องใช้ Power Stone หรือ Oni Stone ที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันร่วมกับวิญญาณสีแดงที่เป็นเสมือนค่าเงินประจำเกม ดังนั้นหากใครที่ต้องการจะทำให้มูซาชิกลายเป็นนักดาบไร้เทียมทานก็จำเป็นต้องออกสำรวจให้ทั่วเกียวโตครับ

องค์ประกอบหนึ่งที่ถูกเพิ่มเข้ามาในภาคนี้ก็คือการทำไซด์เควสต์นี่ล่ะครับ หากคุณขยันทำไซด์เควสต์ก็อาจได้รางวัลเป็นพวกทรัพยากรเพิ่มเติม หรือไม่ก็อาจทำให้ได้เครื่องรางมาใช้ที่จะช่วยปรับแต่งความสามารถของมูซาชิให้เข้ามือคุณมากขึ้น หรือบางครั้งก็อาจทำให้คุณสามารถเพิ่มระดับของสกิลที่สามารถอัปเกรดได้มากขึ้นอะไรทำนองนั้น ถึงอย่างนั้นในแง่ของความหลากหลายของไซด์เควสต์อาจจะน้อยไปสักหน่อย เพราะโดยมากไซด์เควสต์จะมีลักษณะเป็นการเปิดเควสต์แล้ววิ่งไปจุดที่กำหนดเพื่อกำจัดศัตรูแค่นั้นครับ

เกมมีองค์ประกอบความเป็น Metroidvania อยู่ระดับหนึ่งเหมือนกัน นั่นคือเมื่อคุณเล่นไปและได้ความสามารถใหม่ ๆ มากขึ้น คุณจะสามารถย้อนกลับไปยังพื้นที่เก่า ๆ เพื่อสำรวจเส้นทางที่ก่อนหน้านี้ยังเข้าไม่ได้ และรางวัลก็มักเป็นพวกทรัพยากรนี่ล่ะครับ (ในรูปแบบเดียวกับ Pragmata)

อย่างไรก็ตาม หากคุณมองในแง่ความสมเหตุสมผลบางครั้งอาจจะรู้สึกตลกเล็กน้อยเหมือนกัน เพราะช่วงนึงมูซาชิใช้พลังโอนิแหกกำแพงขนาดใหญ่ออกได้อย่างง่ายดาย แต่พอเจอประตูไม้ที่ล็อกอยู่ก็ต้องวิ่งอ้อมไปหาทางเข้าอื่น หรือแม้แต่การที่สามารถวิ่งไต่กำแพงได้สบาย แต่เวลาเจอทางต่างระดับที่ไม่ได้สูงอะไรก็ดันผ่านไม่ได้ ต้องวิ่งอ้อมหาทางอื่นอะไรแบบนั้น ซึ่งเรื่องพวกนี้คุณอาจจะต้องหลับตาข้างนึงถึงจะเล่นได้สนุกครับ


กราฟิกและการนำเสนอ

งานภาพของเกมนี้ยังคงมีคุณภาพสูงตามแบบของ RE Engine ที่ Capcom ใช้งานในทุกเกม ณ ปัจจุบันครับ แต่นอกเหนือไปจากความสมจริงของตัวละครที่เรามักจะชมกันไปในหลาย ๆ เกมจาก Capcom แล้ว รอบนี้สิ่งที่ผมคิดว่ายกระดับขึ้นมามากก็คือการแสดงสีหน้าของตัวละครนี่ล่ะครับ มูซาชินี่มีสีหน้าที่หลากหลายต่อแต่ละสถานการณ์มาก ๆ ไม่ว่าจะหน้าตกใจ หน้าโกรธ หน้าเห็นใจ หน้าเอือมระอา ฯลฯ เกมนี้นำเสนอออกมาได้ละเอียดมาก การขยับของคิ้ว การขยับปากเล็ก ๆ น้อยนี่สื่ออารมณ์ได้ชัดเจน ซึ่งก็ไม่ใช่แค่มูซาชินะ ตัวละครอื่น ๆ ก็แสดงสีหน้าได้ละเอียดไม่แพ้กันเลย

อีกจุดที่ต้องชมก็คืออนิเมชันการเคลื่อนไหวของตัวละครครับ นอกจากฉากคัตซีนที่ทำออกมาได้เด็ดดวงแล้ว อนิเมชันในการต่อสู้สำหรับภาคนี้มีความละเอียดสูงมาก การรับมือการโจมตีของมูซาชิจากแต่ละองศาก็จะมีท่วงท่าตอบสนองไม่เหมือนกัน เรียกได้ว่าอนิเมชันตอนเล่นใกล้เคียงกับฉากคัตซีนมาก ๆ เลยก็ว่าได้

ด้านของสภาพแวดล้อมโดยรวมในเกมนี้ ส่วนตัวผมชอบที่เกมไม่นำเสนอญี่ปุ่นโบราณที่สีสันจัดจ้าน เกมเลือกที่จะนำเสนอบรรยากาศโดยรวมที่ดูมีความยุ่งเหยิง ไม่เป็นระเบียบ และเลอะเทอะให้สมกับที่โดนพวกเก็นมะรุกราน ภาพลักษณ์ของเกมเลยจะไม่สดใสครับ แต่มันจะอึมครึมและมีบรรยากาศหดหู่ เพราะไม่ว่าจะไปจุดไหนก็มีแต่ศพมนุษย์เกลื่อนทั้งนั้น


งานเสียง

ผมเล่นเกมนี้โดยเลือกเสียงพากย์ญี่ปุ่น ซึ่งแม้ว่าโดยส่วนตัวผมจะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออก แต่โทนเสียงและจังหวะการพูดในแต่ละฉากแต่ละตอนนั้นคุณจะรู้สึกได้ว่าทุกคนสื่ออารมณ์ออกมาได้ดีเยี่ยมนะครับ มูซาชินี่มีขอบเขตการสื่ออารมณ์ที่หลากหลายมาก ชิซึกะที่ภาพลักษณ์คือกุลสตรีญี่ปุ่นตามแบบฉบับก็มีช่วงที่น้ำเสียงเค้นอารมณ์ออกมาชัดเจน ตัวร้ายอย่างโยชิสึเนะนี่ก็สมราคาการเป็นบอสใหญ่มาก ปรากฏตัวแต่ละฉากจะมาพร้อมน้ำเสียงที่เย้ยหยันทุกคนเพราะมั่นใจในฝีมือที่สูงมากของตนเอง ทั้งเกมนี่นักพากย์ตีบทแตกกันทุกคน

ในส่วนของเพลงประกอบนั้น ผมรู้สึกว่าเกมมีการผสมผสานดนตรีในแบบญี่ปุ่นเข้ากับสไตล์โมเดิร์นได้ดีมาก ๆ ใครจะไปนึกว่าเสียงการดีดเครื่องสายญี่ปุ่นมันจะเดือดได้เวลาปะทะบอส หรือการร้องประสานเสียงก็ทำให้ฮึกเหิมได้เวลาบทเพลงคลอไปกับเสียงดาบกระทบกัน


สรุป

Onimusha Way of the Sword คือการกลับมาในรอบ 20 ปีของแฟรนไชส์ที่ใครหลายคนคิดว่าตายไปแล้ว แต่เขากลับมาได้ แถมกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วย หากคุณชอบเกมแอ็กชันซามูไรเดือด ๆ หลงใหลตำนานญี่ปุ่น และเคยได้ยินเรื่องราวของมิยาโมโตะ มูซาชิมาก่อน นี่คือเกมสำหรับคุณครับ

The Review

90% อสุราซามูไร ไล่ล่าปีศาจ

Onimusha Way of the Sword คือการคืนชีพให้กับแฟรนไชส์ได้อย่างสวยงามในรอบ 20 ปี ที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยแต่สดใหม่ เกมมีความสนุกท้าทายและเท่บาดใจ อาจยังมีสิ่งที่ดีกว่านี้ได้ แต่เชื่อว่าภาคต่อไปจะยอดเยี่ยมกว่าเดิมแน่นอน

90%

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์