รีวิว Two Point Museum: Rides & Relics
*ขอขอบคุณ SEGA และ Creative Assembly สำหรับโค้ดรีวิวมา ณ โอกาสนี้ครับ
มาถึงจุดนี้ ผมเริ่มสงสัยแล้วว่า Two Point Museum จะไม่เหลืออะไรให้ทำภาคหลักภาคต่อไปอีกแล้วรึเปล่า (เอาเข้าจริง ตั้งแต่ส่วนเสริมที่เป็นสวนสัตว์ ผมคิดว่าเกมมันสามารถเป็นอะไรก็ได้แล้ว) และในส่วนเสริมใหม่ Rides & Relics ถึงจะใช้คำว่าพิพิธภัณฑ์อยู่ แต่เนื้อแท้มันคือเกมสร้างสวนสนุกไปแล้วครับ และทีมสร้างก็รู้ตัวดีถึงขนาดหยอดมุกจิกกัดตัวเองแบบเอาเกมพิพิธภัณฑ์มาบังหน้ากันชัด ๆ (ผมชอบมาก)

สนามเล่นของเราคราวนี้จะเป็นสวนริเก็ตติที่ให้เราได้รังสรรค์สวนสนุกของตัวเองขึ้นมา ถึงตามเนื้อเรื่องจะให้เหตุผลว่ามันคือการจัดแสดงวัตถุรื่นเริงเพื่อการศึกษาและความบันเทิง แต่นั่นแหละครับ มันคือเกมสร้างสวนสนุก ฟุลสต็อป
ถึงเกมจะดูพลิกโฉมไปขนาดไหน เมคะนิกหลักของเกมที่เป็นการขึ้นเครื่องบินไปสำรวจก็ยังเป็นแกนกลางที่สำคัญ ในส่วนเสริมนี้ การออกสำรวจแต่ละครั้งจะทำให้เราได้รับพิมพ์เขียวเพื่อมาใช้สร้างเครื่องเล่นใหม่ ๆ ให้สวนสนุก (เอ่อ พิพิธภัณฑ์) ของคุณมีความอู้หูอ้าหามากขึ้น นอกจากนั้น พวกเพิร์กที่ใช้ติดตั้งเครื่องเล่นหรือมาสค็อตหลายแบบก็จะได้จากการสำรวจเท่านั้น
การจัดการเครื่องเล่นไม่ได้ซับซ้อนมาก ด้วยความที่แต่ละชิ้นมีขนาดใหญ่ ส่วนเสริมนี้ก็จะเน้นการสร้างนอกอาคารเป็นหลัก พอเลือกเครื่องเล่นก็หาทำเลเหมาะ ๆ วางตำแหน่งและกำหนดว่าจุดต่อคิวจะเริ่มตรงไหน พูดง่าย ๆ มันก็คล้ายการเอาของแสดงมาจัดวางนั่นล่ะครับ แค่มันขยายเสกลให้ใหญ่ขึ้น เราได้เห็นคนมามีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่เราจัดแสดงมากขึ้น

อ้อ! สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการให้ความรู้ (เพราะมันยังเป็นพิพิธภัณฑ์ไงล่ะ) ปกติเราจะใช้วิธีการติดตั้งป้ายที่ให้ความรู้สำหรับของจัดแสดงในเกม แต่สำหรับเครื่องเล่นจะมีความซับซ้อนขึ้นอีกหน่อยตรงที่ความรู้จะได้จากการติดริบบิ้น เราจะได้ริบบิ้นจากการทำเงื่อนไขของเครื่องเล่นนั้นให้สำเร็จ เช่น เครื่องเล่นไม่ประสบอุบัติเหตุเลยเป็นเวลากี่เดือนก็ว่าไป หลังจากนั้นจะมีการส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ ถ้าผ่านเงื่อนไขเครื่องเล่นนั้นก็จะได้ริบบิ้นไปติด

ถึงแบบนั้นจะมีเครื่องเล่นอยู่ชนิดนึงที่มันต้องอาศัยความใส่ใจมากเป็นพิเศษ นั่นก็คือรถไฟเหาะ นี่เป็นสิ่งที่ผมขยาดเป็นการส่วนตัว จากประสบการณ์เล่นเกมสร้างสวนสนุกมาก่อน การทำรถไฟเหาะเป็นงานออกแบบที่ซับซ้อนทั้งฝั้งทีมพัฒนาและฝั่งผู้เล่น เพราะมันมีปัจจัยเยอะมากทั้งความชัน ความสูง แรงเหวี่ยงโมเมนตัม เพื่อให้รถมันสามารถวิ่งได้ครบรอบ ความยากของมันคือจะทำให้การวางรางมันเข้าใจง่ายไม่เหมือนการมานั่งต่อสายไฟที่มีเงื่อนไขยุบยับได้ยังไง

สำหรับการสร้างรางในส่วนเสริมเกมนี้ ผมก็ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน การวางรางต้องมีกำหนดความสูงของเสาค้ำ การหักเลี้ยวไปมาของราง ยิ่งทำให้พิสดารก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ แต่ทีมพัฒนาก็รู้เรื่องนี้ดีครับ พวกเขาเลยใส่เครื่องมือที่ให้เราปรับช่วงรางได้ทั้งโซ่ที่ช่วยลากขบวนรถขึ้นทางชันโดยไม่ต้องอาศัยแรงเหวี่ยงก่อนหน้า แท่นบูสต์ความเร็วให้รถวิ่งเข้าเลนตีลังกาได้ ไปจนถึงตัวหยุดขบวนรถก่อนถึงสถานี ของพวกนี้ช่วยให้การต่อรางทรมานน้อยลง แต่ก็เข้าใจได้ถ้าจะมีคนยังไม่ชอบการสร้างรางอยู่นั่นเอง
สิ่งที่สังเกตได้อีกอย่างก็คือคนมาเข้าชมพึงพอใจยากขึ้น ผมเล่นไปหลายชั่วโมงแทบไม่เจอใครพึงพอใจกับสวนสนุกแบบป้ายทองเลย เพราะมันมีอารมณ์ใหม่ ๆ ให้เราต้องเอามาคิดด้วย เช่น ถ้าคิวยาวไป คนเบื่อ ความสนใจก็จะลดลง ไปจนถึงค่าความเร้าใจของเครื่องเล่น เพราะเครื่องเล่นบางอย่างที่หวาดเสียวก็จะดึงดูดเฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น ยิ่งเร้าใจก็ยิ่งขายคนกลุ่มนี้ได้ ส่วนผู้ชมสายอื่น ๆ ก็จะชอบไปเล่นเครื่องที่ดูปลอดภัยหน่อยอย่างชิงช้าสวรรค์
ในทางกลับกัน รายได้จากการทำสวนสนุกถือว่าเยอะมากถ้าเทียบกับการจัดแสดงของที่ผ่านมา เราจะได้เงินจากการบริจาคเป็นหลัก แต่ส่วนเสริมนี้เงินไหลมาจากการซื้อตั๋วบวกกับเงินบริจาคทำให้มีเงินเยอะมาก ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะเสกลส่วนเสริมนี้มันใหญ่ขึ้น ก็ต้องเรียกร้องการใช้เงินจัดการสวนสนุกมากขึ้นเป็นธรรมดา

จุดที่ผมค่อนข้างให้คะแนนเยอะเป็นพิเศษคืองานออกแบบที่หมายรวมทั้ง โมเดลเครื่องเล่น แอนิเมชัน ไปจนถึงของที่เอามาใช้ตกแต่ง ผมรู้สึกว่าโมเดลเครื่องเล่นแต่ละชิ้นที่ทำออกมามันสวยอยู่แล้วแถมยังเปิดโอกาสให้มีการปรับสีได้ตามใจ หลายชิ้นก็ไม่ทิ้งกลิ่นกาวประจำซีรีส์อย่างสไลเดอร์ที่ทำมาจากชีสยักษ์

ส่วนที่ดูเป็นการเล่นวนซ้ำไปหน่อยก็คือ สถานที่ที่ให้สำรวจแต่ละแห่งเราจะได้เครื่องเล่นมาชิ้นเดียว ซึ่งเข้าใจได้เพราะแต่ละชิ้นมีขนาดใหญ่และมีโมเดลค่อนข้างละเอียด การไปลงพื้นที่ซ้ำถ้าไม่ไปเอาเพิร์กก็จะเป็นการหาแบบแปลนของเครื่องเล่นเดิมที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น ตั้งแต่ระดับทั่วไปไปจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบ แล้วค่อยให้ผู้เชี่ยวชาญไปอัปเกรดเครื่องเล่นอีกทีนึง การออกสำรวจก็เลยขาดรสชาติไปนิดหน่อย เพราะมันไม่ได้ของใหม่ จะได้แค่ของเดิมที่คุณภาพสูงกว่า
อีกจุดที่คิดว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้คือพื้นที่ของด่านใหม่ ผมคิดว่าจุดขายของส่วนเสริมตัวนี้เลยคือมันเน้นความใหญ่ ความอลังการ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่น ของประดับ สเกลของคนที่มาดูมันใหญ่หมด ซึ่งก็ทำให้เกมมีรสชาติใหม่ ๆ เน้นกิจกรรมนอกอาคาร การสร้างอะไรเพิ่มเติมก็ต้องอาศัยการคิดที่ต่างจากส่วนเสริมก่อน ๆ เช่น พื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น กว้างขึ้น ก็อาจจะต้องมีอาคารสำหรับอำนวยความสะดวกทั้งห้องน้ำ ร้านอาหารแยกไปเลย
ทั้งหมดที่ว่าไปต้องการพื้นที่ใหญ่มากในการใส่ แต่ด่านที่ให้มาต้องบอกว่าค่อนข้างเล็กไป แม้จะมีส่วนที่ให้ทำเงื่อนไขเพื่อซื้อได้ทีหลังก็ยังนับว่าจำกัดจำเขี่ยกับของที่ต้องยกเข้าสวนสนุก

ซับไตเติลภาษาไทยยังคุณภาพดีเหมือนเดิม ฝีไม้ลายมือการแปลชื่อเหล่า NPC ไม่มีตกจริง ๆ
ในแง่ของความคุ้มค่าคำนวณจากราคาใน Steam ตอนนี้ที่ 275 (ราคาเท่ากับส่วนเสริมสวนสัตว์ Zooseum) ถือว่าไม่น่าเกลียด มันคือส่วนเสริมที่แปลงร่างเกมสร้างพิพิธภัณฑ์เป็นเกมสร้างสวนสนุกชั่วคราว แม้จะไม่ได้จัดเต็มทั้งหมด แต่ก็ทำให้รู้สึกว่าพี่จะไม่เหลืออะไรเอาไว้ไปทำภาคหลักต่อเลยเหรอครับ
ส่วนเสริม Rides & Relics ของเกม Two Point: Museum วางจำหน่ายแล้วพร้อมซับไตเติลภาษาไทย
