*รีวิวนี้เล่นบน PlayStation 5
ในที่สุดเกมภาคใหม่ในแฟรนไชส์ Castlevania ก็กลับมาอีกครั้งหลังผ่านไปถึง 12 ปี นับตั้งแต่ที่ Konami ได้วางจำหน่าย Castlevania: Lords of Shadow 2 ในปีค.ศ.2014 แล้วก็หายกันไปยาว ๆ จนแฟน ๆ แทบจะหมดหวังได้เห็นเกมนักล่าแวมไพร์ในตำนานผู้ใช้แส้เป็นอาวุธหวนคืนสังเวียนอีกครั้ง (ถ้าไม่นับพวกบรรดาตู้สล็อตน่ะนะ)
ซึ่งคราวนี้ เกมจะกลับมาเล่าเรื่องราวในจักรวาลหลักอีกครั้ง ไม่ใช่จักรวาลภาครีบูตแบบในไตรภาค Lords of Shadow แต่จะเป็นอย่างไรนั้น เชิญอ่านต่อไปได้เลยครับ
เนื้อเรื่อง
เหตุการณ์ในภาคนี้ดำเนินเรื่องราวในกรุงปารีส ปีค.ศ.1499 ผ่านมา 23 ปีนับตั้งแต่ครั้งที่เทรเวอร์ เบลมอนต์ ร่วมกับไซฟา เบลนาเดส, แกรนต์ ดานาสตี และอลูคาร์ด ได้กำจัดเจ้าชายแห่งความมืดแดร็กคูลาลงไปได้ หลังจบเหตุการณ์ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปตามทางของตน หากแต่เทรเวอร์และไซฟาได้แต่งงานกัน และให้กำเนิดบุตรสาวหนึ่งคน ซึ่งก็คือโรส เบลมอนต์ ตัวเอกแห่งภาค Belmont’s Curse ในคราวนี้
เทรเวอร์และโรสได้เดินทางมายังกรุงปารีสตามจดหมายขอความช่วยเหลือของบิชอปแห่งกรุงปารีสที่บัดนี้โดนเหล่าปีศาจมากมายเข้ายึดครอง เป้าหมายของทั้งคู่จึงเป็นการกอบกู้เมืองปารีสพร้อมกับหาสาเหตุว่าทำไมเหล่าปีศาจจึงได้ปรากฏตัวขึ้นมา
เรื่องราวในภาคนี้จะเน้นบอกเล่าการพิสูจน์ตัวเอง การเติบโต และการรับมือกับคำสาปของแดร็กคูลาที่ลุกลามในแขนขวาของโรส ซึ่งผมคิดว่าหากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบเรื่องราวของแฟรนไชส์ Castlevania อยู่แล้ว ภาคนี้คุณจะสนุกไปกับเนื้อหาได้แน่นอน เพราะว่าตลอดทั้งเกมจะเต็มไปด้วยการอ้างอิงตัวละคร อ้างอิงเหตุการณ์จากภาคก่อน ๆ เข้ามามากมายที่จะทำให้แฟน ๆ ต้องอิ่มใจครับ
โรสที่เป็นทายาทคนใหม่เอี่ยมของตระกูลเบลมอนต์ ก็เป็นตัวละครที่ออกมาแบบมาได้เข้าท่า เธอเป็นตัวละครที่มีความขัดแย้งในใจและแบกรับแรงกดดันจากชื่อตระกูลค่อนข้างมากและมีปมในใจว่าตนเองเป็นเหตุที่ทำให้แม่ต้องจบชีวิตเพื่อให้กำเนิดเธอขึ้นมา ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็ถูกนำไปคลี่คลายได้ดีให้เนื้อหาของเกมมีความสมบูรณ์มากขึ้นและปิดจบในตัวแบบไม่มีอะไรค้างคาครับ
ส่วนที่ผมชอบประจำภาคนี้ก็คือบรรดาตัวละครสมทบที่มาในรูปแบบของไพ่ทาโรต์ที่แบ่งตามแต่ละ Arcana นี่ล่ะครับ บรรดาบอสสำคัญประจำเกมนี่ เมื่อเราชนะแล้วโรสก็จะทำการดูดซับพลังพวกมันเข้ามาอยู่ในไพ่ พร้อมกับได้ความสามารถของพวกมันมาใช้ (แบบร็อกแมน) ซึ่งบอสที่โดนดูดเข้ามา ก็จะคอยคุย คอยสนทนา คอยออกความเห็นตามจังหวะของเรื่องราวตลอดทั้งเกม ไม่ต้องวิ่งสำรวจแบบเหงา ๆ ครับ
อีกประการหนึ่งก็คือเรื่องราวภาคนี้ค่อนข้างอิงและผูกกับเหตุการณ์และบุคคลในประวัติศาสตร์มากขึ้น จากเดิมที่เกมในแฟรนไชส์นี้จะอิงยุคสมัยแบบหลวม ๆ เพื่อวางเซ็ตติ้งของเกม รอบนี้มีการนำเอาบุคคลเหล่านั้นมาร้อยเรียงเข้ากับเรื่องราวของเกมมากขึ้นกว่าเดิม มันเลยทำให้รู้สึกแปลกใหม่ดีเหมือนกันครับ
โดยรวมแล้วในแง่เนื้อหาของภาคนี้ อาจเรียกได้ว่ามีความเคารพเรื่องราวในภาคก่อน ๆ สูงมาก นำเอาเหตุการณ์ในอดีต ตัวละครในอดีตมาใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อขยายความออกไปได้อย่างน่าสนใจและมีชีวิตชีวา ไม่หลุดกรอบความเป็น Castlevania ที่คุ้นเคยกันครับ
เกมเพลย์
การสำรวจฉาก
รูปแบบการเล่นของภาคนี้ ยังคงเป็นแอ็กชันแพลตฟอร์ม 2.5D ที่เปิดโอกาสให้คุณได้ออกสำรวจฉากและค้นหาความลับที่ซุกซ่อนอยู่ และองค์ประกอบการย้อนกลับไปฉากเก่า ๆ หลังได้ความสามารถใหม่เพื่อเดินทางไปในจุดที่เคยเข้าไม่ถึง พร้อมด้วยระบบการพัฒนาตัวละครแบบที่คุณคาดหวังได้จากเกมในแฟรนไชส์นี้ พูดง่าย ๆ ก็คือมันยังคงเป็นแนว Metroidvania ที่หลายคนชื่นชอบครับ
แต่ถึงอย่างนั้น แม้จะเป็น Metroidvania เหมือนกัน แต่รูปแบบการนำเสนอของภาคนี้ก็ยังไม่ได้เหมือนภาคก่อน ๆ ที่คุ้นเคยกัน ตัวเกมมีองค์ประกอบที่ผมเชื่อว่าหากคุณเล่นเกม Castlevania ที่คุมงานโดย Koji Igarashi กันมาหลาย ๆ ภาค (หรือก็คือเล่นภาค Igavania) กันมาเยอะ ๆ ล่ะก็ พอเล่นภาคนี้อาจจะร้องกันระงมเลยก็เป็นได้ครับ
เหตุผลหลัก ๆ เลยก็คือภาคนี้ทีมงานน่าจะออกแบบเกมโดยยึดเอารูปแบบแพลตฟอร์มิงจากยุคคลาสสิกเป็นหลัก ก่อนที่จะเพิ่มเติมองค์ประกอบการสำรวจฉากรวมถึงองค์ประกอบด้าน RPG เข้าไป มันเลยทำให้ตลอดทั้งเกมนั้น เต็มไปด้วยเหว กับดัก และอะไรต่อมิอะไรที่ขัดขวางการเดินทางของคุณเยอะมาก
จากช่วงแรก ๆ ที่คุณจะมีแส้เวทไว้ใช้เพื่อเกี่ยวตัวเองห้อยโหนไปมาสำหรับเดินทาง เมื่อยิ่งเล่นไปความสามารถด้านการสำรวจก็จะเพิ่มขึ้น คุณจะเริ่มแดชกลางอากาศได้ เริ่มกระโดดสองชั้นได้ ฯลฯ ในตอนนั้นเกมก็จะเริ่มใส่ซีเควนส์โลดโผนโจนทะยานที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นเข้ามาให้คุณเอาชนะครับ แล้วถ้าคุณสะกิดโดนกับดัก หรือตกเหวเอย จมน้ำเอยปุ๊บ คุณก็จะเสียพลังชีวิตเล็กน้อยก่อนที่เกมจะลากคุณมาจุดเริ่มเพื่อโดดใหม่อีกรอบ ภาคนี้เลยเป็นภาคที่ต้องอาศัยความเป๊ะด้านแพลตฟอร์มิงสูง ดังนั้นหากใครไม่ถนัดล่ะก็คุณอาจจะไม่ชอบภาคนี้ไปเลยครับ
ระบบต่อสู้
ตัวเกมในภาคนี้คุณจะมีรูปแบบการโจมตีสองแบบนั่นคือการโจมตีด้วยอาวุธหลัก และการใช้งานอาวุธสำรองที่จะเสียค่า MP ครับ ซึ่งอาวุธหลักของคุณก็จะมีท่าโจมตีแตกต่างกันไปตามประเภทอาวุธที่ใช้ โดยที่คุณสมบัติพิเศษรวมถึงวิธีกดก็จะต่างกันไปตามประเภทด้วย
ยกตัวอย่างเช่นดาบสั้นจะโจมตีแรงขึ้นเมื่อคุณโจมตีหลังสไลด์หรือแดชถอยหลัง หอกจะเล็งปาระยะไกลได้เมื่อกดโจมตีค้างไว้ เป็นต้น ซึ่งจากที่ลองมาผมคิดว่าแต่ละประเภทออกแบบมาให้ใช้งานได้เข้ามือ ไม่มีประเภทไหนที่แย่ครับ มีแค่ว่าใช้แล้วถนัดมือคุณหรือไม่แค่นั้นเอง
ในส่วนของอาวุธสำรองก็จะขึ้นอยู่กับว่าคุณติดตั้งไพ่ Arcana ไหนเอาไว้ และการใช้งานก็แค่กดปุ่มสามเหลี่ยมที่เป็นปุ่มอาวุธสำรองเท่านั้นเลย ซึ่งก็ไม่ต้องเดาว่าแต่ละชิ้นจะมีอัตราการใช้งาน MP ที่แตกต่างกันไปรวมถึงอรรถประโยชน์ที่ต่างกัน ให้คุณลองใช้งานแล้วจับคู่กับอาวุธหลักหาชุดที่ใช่สำหรับคุณเองได้ระดับหนึ่ง
สำหรับแส้เวทที่นอกจากจะใช้เดินทางแล้ว ยังใช้ในการต่อสู้ได้โดยการเกี่ยวตัวศัตรูเพื่อเข้าประชิดอย่างรวดเร็วหรือไม่ก็ใช้เพื่อย้ายตำแหน่งของคุณไปในจุดที่ปลอดภัยกว่าเดิม การต่อสู้กับศัตรูหรือบอสก็เลยจะค่อนข้างทำให้คุณต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลาอยู่กับที่ไม่ค่อยได้ หรือใครอยากท้าทายตนเอง เกมก็ใส่ระบบแพรี่เข้ามาให้เหมือนกันแค่ว่าต้องเล่นไปครู่หนึ่งจนได้ความสามารถมาก่อน
การสู้บอสในเกมนี้เรียกได้ว่าค่อนข้างท้าทายเอาเรื่องอยู่ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าท่าโจมตีของศัตรูโดยรวมค่อนข้างรุนแรง และพวกบอสก็มักจะมีท่าโจมตีที่เดาทางไม่ค่อยถูกเวลาคุณไปเจอกับพวกมันครั้งแรก ต้องอาศัยการโดนหวดก่อนสองสามรอบเพื่อจำมูฟเซ็ตครับ นอกจากนั้นแล้วบอสหลายตัวยังมีกิมมิคที่คุณต้องใช้งานแส้เวทไปเกาะจุดโหนให้ทันเพื่อหลบหลีกการโจมตี ถ้าตาไม่ไว มือไม่ไวก็มีเจ็บหนักแน่ ๆ จุดนี้น่าจะเป็นสิ่งที่แตกต่างมาก ๆ กับ Igavania ที่ผ่าน ๆ มาครับ
อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้ตัวเกมมีความยากค่อนข้างสูงก็คือใน Castlevania Belmont’s Curse นี้ วิธีการเพิ่มพลังชีวิตของคุณจะเป็นการกระดกขวดยาตามสมัยนิยม โดยที่ทั้งเกมคุณจะพกขวดยาติดตัวได้สามขวดด้วยกัน หากหมดก็ต้องไปเติมที่ห้องเซฟ หรือไม่ก็รอดรอปจากศัตรูทั่วไป ซึ่งคุณเก็บเกินสามขวดได้นะ แต่เมื่อใดที่คุณกดเซฟ จำนวนก็จะกลับมาสามขวดตามเดิมทันที เกมไม่เปิดโอกาสให้คุณกักตุนขวดยาไว้ไถบอสครับ ซึ่งการกดเติมก็จะต้องเติมแบบเรียลไทม์ ไม่สามารถกดเข้าหน้าจอเมนูเลือกไอเท็มได้แบบที่คุ้นเคยกัน
ถ้าจะให้กล่าวถึงระบบต่อสู้แบบสั้น ๆ นั้น ผมมองว่าตัวเกมมีระบบสู้ที่เข้าใจง่ายแต่เล่นได้สนุก มีตัวเลือกในการรับมือสำหรับทั้งผู้เล่นทั่วไปและผู้เล่นมือโปรครับ
ระบบการพัฒนาตัวละครและการปรับแต่ง
อย่างที่ผมบอกไปว่าตัวเกมมีระบบไพ่ Arcana เป็นอาวุธสำรองให้ใช้งาน ซึ่งไพ่พวกนี้คุณจะสามารถยกระดับความสามารถสไตล์ passive ได้ ด้วยระบบที่เรียกว่า Works of Mercy ครับ หรือพูดง่าย ๆ คือมันเป็นการทำเงื่อนไขที่เกมกำหนดเพื่อที่เราจะได้แต้ม Blessing มาปลดล็อกความสามารถของ Arcana นั้น ๆ เพิ่มเติม
ตัวอย่างเงื่อนไขก็เช่น การปากางเขนของ The Fallen กำจัดศัตรูพร้อมกัน 5 ตัวในคราวเดียวอะไรแบบนั้น แล้วความสามารถก็จะทำให้ประโยชน์ของอาวุธสำรองเพิ่มขึ้น เช่น คุณอาจปากางเขนได้พร้อมกันสองชิ้น หรืออาวุธสำรองบางชิ้นก็อาจจะมีรัศมีโจมตีกว้างขึ้น อะไรทำนองนั้น
ในส่วนของอาวุธแต่ละประเภทก็จะมีด้วยกัน 4 ระดับ และก็ไม่ต้องสงสัยว่าคุณจะหาเพิ่มได้จากการตระเวนสำรวจทุกซอกทุกมุมของฉาก หาความลับที่เกมซ่อนเอาไว้ครับ เพียงแค่ว่าระดับที่เพิ่มขึ้นก็จะไม่ได้มีอะไรพิสดารนอกจากพลังโจมตี (เว้นแต่ระดับสูงสุดที่เป็น Legendary) การอัปเกรดในส่วนของอาวุธก็จะแอบแห้งไปบ้างเหมือนกัน
ภาคนี้มีการเก็บ EXP เพื่อเพิ่มเลเวลของโรสด้วย แต่ว่าค่าพลังของภาคนี้มีแค่สองอย่างคือพลังโจมตีและพลังป้องกันที่เพิ่มขึ้นตามเลเวล รวมถึงการเก็บไอเท็มตามฉากที่จะเพิ่มค่าพลังทั้งสองอย่างแบบถาวร ส่วนด้านของพลังชีวิตและพลังเวทก็ต้องอาศัยตระเวนเก็บไอเท็มเพื่อเพิ่มขีดพลังแทน ภาคนี้จะไม่มีค่าสถานะละเอียดแบบภาคก่อน ๆ กัน คือเน้นสกิลเพลย์เป็นหลักแทนที่จะเน้นการปรับแต่งค่าพลังนั่นล่ะครับ
แง่มุมการปรับแต่งอีกอย่างก็คือการสวมใส่เครื่องประดับอย่าง Relic ที่จะติดตั้งได้สูงสุดด้วยกันสามชิ้น ซึ่งโดยมากจะให้ผลเป็นการเสริมสไตล์การเล่นของแต่ละคนแทน เช่นการที่คุณจะใช้ขวดยาไม่ได้อีกเลย แต่เมื่อโจมตีศัตรูแต่ละฮิตจะเป็นการฟื้นพลังแทน อะไรแบบนั้น ไม่ได้มีพวกเครื่องประดับ OP ที่ใช้แล้วจะพลิกเกมได้ขนาดนั้น
พูดง่าย ๆ คือภาคนี้ลดทอนแง่มุมด้านความเป็น RPG ลงไปพอควรแล้วเน้นความเป็นแอ็กชันแพลตฟอร์มให้เหมือนเวอร์ชันคลาสสิกมากขึ้น ไม่มีการตีศัตรูเพื่อหาแรร์ดรอป หรือเก็บโซลมาใช้งาน แต่ถึงอย่างนั้น เกมก็ยังมีองค์ประกอบด้านการสำรวจและความลับให้ค้นหาพร้อมด้วยความท้าทายในแบบดั้งเดิม ถือเป็นส่วนผสมที่สนุกครับ แค่ว่าใครที่ชินกับ Igavania อย่างเดียวอาจจะต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่เหมือนกัน
กราฟิกและการนำเสนอ
งานออกแบบของเกมยังคงเน้นนำเสนอสถาปัตยกรรมโกธิก โดยแต่ละพื้นที่มีการออกแบบสภาพแวดล้อมที่โดดเด่นแตกต่างจากกันแบบชัดเจน และทำให้รู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ของสถานที่ครับ ซึ่งภาคนี้เน้นนำเสนอสีโทนแดงในหลากหลายสภาพแวดล้อมซึ่งก็เข้ากับบริบทของเกม ไม่ว่าจะท้องฟ้าที่มืดหม่นจากความชั่วร้ายซึ่งปกคลุมปารีส สีเลือดที่สื่อถึงแวมไพร์ รวมถึงสีคำสาปบนแขนขวาของโรสด้วย คือมีการออกแบบโดยคุมธีมชัดเจน
ในส่วนของงานออกแบบตัวละคร คราวนี้แม้งานภาพจะมีลักษณะเป็นการ์ตูนแต่ก็ยังคงนำเสนอภาพลักษณ์ในแบบที่คนเล่นคุ้นเคยแต่จะมีความร่วมสมัยมากขึ้น อาจจะเรียกได้ว่าค่อนข้างใกล้เคียงงานออกแบบของฉบับอนิเมชันบน Netflix ครับ ตัวละครเก่า ๆ หลายตัวนั้นพอเห็นแล้วคุณอาจจำได้ทันทีว่าคือใครแม้ว่าลายเส้นจะต่างไปจากเดิมก็ตาม
งานเพลงและงานพากย์
ผมเชื่อว่าพอพูดถึงแฟรนไชส์ Castlevania แล้ว สิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นไฮไลต์ที่หลายคนจดจำก็คือเพลงประกอบนี่ล่ะครับ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาแฟรนไชส์นี้สร้างบทเพลงที่ยอดเยี่ยมไว้มากมาย มีหลายเพลงที่พอดนตรีดังขึ้นแค่ไม่กี่วินาทีคนก็รู้แล้วว่ามันคือเพลงอะไร
สำหรับภาคนี้ โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่าเพลงประกอบอยู่ในระดับที่ดีครับ แต่ละเพลงยังคงให้ความรู้สึกและบรรยากาศในแบบยุคกลางช่วยเซ็ตอารมณ์ของเกมได้ไม่เลวเลย เพียงแค่ว่ายังไม่ได้มีเพลงไหนที่รู้สึกว่าจับใจเท่าภาคก่อน ๆ เท่าไรนัก เพลงที่จดจำได้ยังคงเป็นบรรดาเพลงเก่า ๆ ที่ถูกนำมารีมิกซ์ใหม่ครับ
ส่วนของงานพากย์นั้น นักพากย์แต่ละคนทำผลงานออกมาได้สมมาตรฐาน ช่วยขับเคลื่อนเรื่องราวและเติมชีวิตชีวาให้กับเกมได้ดีมาก อย่างแดร็กคูลาเองก็ได้คุณ Graham McTavish ที่ให้เสียงแดร็กคูลาในฉบับอนิเมชันบน Netflix มาให้เสียงด้วย เลยทำให้ได้ยินเสียงปุ๊บก็จะรู้สึกว่าใช่ปั๊บ
สรุป
Castlevania Belmont’s Curse เป็นภาคที่ยังนำเสนอรูปแบบการเล่นสไตล์ Metroidvania แต่เลือกที่จะเน้นด้านแพลตฟอร์มิ่งมากขึ้นกว่าเน้นการเล่นแบบ RPG จึงทำให้ตัวเกมมีความท้าทายสูง ไม่ว่าจะด้านการต่อสู้หรือการสำรวจก็ตาม ถึงอย่างนั้น นี่คือภาคที่ทำให้ผู้เล่นทุกคนเข้าถึงได้แม้จะไม่เคยรู้เรื่องราวใด ๆ ของแฟรนไชส์นี้มาก่อน หากคุณชอบเกมแอ็กชันสำรวจ และระบบต่อสู้ที่เรียบง่ายแต่ต้องอาศัยชั้นเชิงการเล่นสูง นี่คือเกมที่ควรหามาลองครับ




















