Articles Games News

รู้ไว้ไม่เสียหาย – 7 ตำนานและนิทานพื้นบ้านใน Onimusha Way of the Sword

รู้ไว้ไม่เสียหาย – 7 ตำนานและนิทานพื้นบ้านใน Onimusha Way of the Sword

Onimusha Way of the Sword นั้นเป็นเกมที่เดินเรื่องในช่วงต้นยุคเอโดะของญี่ปุ่น ซึ่งเต็มไปด้วยตัวละครมากมายและเนื้อหาที่อ้างอิงมาจากทั้งเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์และตำนานพื้นบ้าน ผสมผสานร้อยเรียงกันขึ้นมาเป็นเกมให้ได้เล่นกันครับ ซึ่งในคราวนี้เราจะมาแนะนำบางส่วนให้ทุกท่านได้ทราบว่าแต่ละอย่างนั้นมีที่มาอย่างไร เพราะไม่แน่ว่าหลังอ่านบทความนี้จบคุณอาจจะอินและสนุกไปกับเกมมากขึ้นก็ได้นะ


การดวลกับโยชิโอกะ เซย์จูโร่ที่เรนไดโนะ

ในเกม Onimusha Way of the Sword นั้น เลือกที่จะใช้เหตุการณ์ที่มิยาโมโตะ มูซาชิ ท้าดวลกับโยชิโอกะ เซย์จูโร่ที่เรนไดโนะเป็นช่วงฝึกสอนพื้นฐานการเล่น โดยหลังจากที่มูซาชิเอาชนะเซย์จูโร่โดยการฟันเข้าที่แขนแล้ว เขากลับพบว่าบรรดาลูกศิษย์ลูกหาของสำนักโยชิโอกะ ต่างก็กรูกันเข้ามาเล่นงานเพราะหวังจะรักษาชื่อเสียงของสำนักเอาไว้ ทำให้มูซาชิต้องสู้พลางหนีพลางจนเอาตัวรอดมาได้ แต่ก็มาจบชีวิตด้วยฝีมือเก็นมะก่อนจะฟื้นกลับมาด้วยพลังของปลอกแขนโอนิ

ซึ่งเหตุการณ์นี้อ้างอิงมาจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ปีค.ศ.1604 ที่มูซาชิออกเดินทางฝึกปรือฝีมือแล้วมาเยือนเกียวโตจนได้เข้าท้าประลองกับโยชิโอกะ เซย์จูโร่เช่นกัน ผลการประลองก็คือมูซาชิใช้ดาบไม้หวดเข้าที่แขนจนเซย์จูโร่ไม่สามารถสู้ต่อได้อีก ทำให้เซย์จูโร่จำต้องละทิ้งวิถีดาบแล้วผันตัวไปทางธรรมในท้ายที่สุด แต่การดวลกับเซย์จูโร่ก็ไม่ใช่ครั้งเดียวที่มูซาชิต้องพัวพันกับสำนักดาบเลื่องชื่อแห่งเกียวโตนี้ เพราะว่าหลังจากนั้นยังมีการดวลกับโยชิโอกะ เด็นชิจิโร่ ผู้เป็นน้องชายของเซย์จูโร่ที่มูซาชิก็ชนะได้อีก ทำให้ครั้งสุดท้ายโยชิโอกะ มาตาชิจิโร่ท้าประลองนั้นสำนักโยชิโอกะเกณฑ์คนมาทั้งสำนักหมายจะรุมสังหารมูซาชิให้ได้ แต่ก็แน่นอนว่าพี่แกรอดมาได้อีก เลยทำให้ชื่อเสียงสำนักโยชิโอกะยิ่งเสื่อมถอยจนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ครับ

พูดง่าย ๆ ก็คือ ในเกมทำการรวบตึงการประลองทั้งสามครั้งเอามาไว้ในฉากเดียวไปเลย และหากใครสังเกตฉากคัตซีนในเกม ก็อาจจะเห็นว่ามีคนจากสำนักโยชิโอกะบางคนที่ดูจะมีเอกลักษณ์เด่นกว่าคนอื่น ๆ ก็ไม่แน่ว่าเป็นการอ้างอิงถึงโยชิโอกะ เด็นชิจิโร่ กับโยชิโอกะ มาตาชิจิโร่นั่นล่ะครับ

ที่มาข้อมูล: http://www.miyamotomusashi.eu/duels/yoshioka-seijuro-naotsuna/index.html

https://en.wikipedia.org/wiki/Miyamoto_Musashi


ระเบียงวัดคิโยมิซึและการกระโดดระเบียงเพื่อขอพร

คิโยมิซึเดระ หรือวัดคิโยมิซึที่คนไทยเรียกกันว่าวัดน้ำใสประจำเกียวโต ถือเป็นอีกหนึ่งฉากเด่นของเกม เพราะที่นี่มูซาชิได้เดินทางมาแล้วเห็นความทรงจำของสถานที่ โดยที่พวกเก็นมะได้เข้ายึดครองวัดพร้อมกับบีบบังคับให้ผู้คนจับคนในครอบครัวของตนเองโยนจากระเบียงลงไปด้านล่างประหนึ่งเป็นอาหารเพื่อสังเวยให้กับไดดาระ ก่อนที่มูซาชิจะพบเข้ากับซาซากิ กันริวที่ฟื้นชีพกลับมาด้วยพลังของปลอกแขนโอนิเช่นเดียวกัน ทั้งสองได้ดวลกันบนระเบียงของวัดคิโยมิซึก่อนที่ผลลัพธ์จะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของกันริว แต่นั่นก็ยิ่งผลักให้กันริวถลำสู่ความบ้าคลั่งและตัดสินใจดูดกลืนวิญญาณมนุษย์เพื่อเพิ่มพลังจากคำยุยงของมินาโมโตะ โนะ โยชิสึเนะ

ในความเป็นจริง สถานที่แห่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ไฮไลต์เวลาไปเที่ยวเกียวโต เพราะว่ากันว่าวิวระเบียงวัดคิโยมิซึนี้สามารถแวะมาเยี่ยมชมความงามได้ทั้ง 4 ฤดูกาล อย่างไรก็ตามในญี่ปุ่นจะมีสำนวนที่พูดกันว่า “กระโดดระเบียงคิโยมิซึ” ซึ่งหมายถึงการกล้าตัดสินใจทำอะไรบางอย่างโดยที่ยังไม่รู้ผลลัพธ์หรือไม่รู้ชะตากรรมว่าจะเป็นอย่างไรครับ ซึ่งที่มาก็มาจากยุคเอโดะนั่นแหละ ที่ว่ากันว่าหากคุณกระโดดจากระเบียงวัดคิโยมิซึ (สูง 13 เมตร) แล้วรอดชีวิตมาได้พรที่คุณขอก็จะเป็นจริง แต่ก็แน่ล่ะว่าปัจจุบันเค้าห้ามไม่ให้กระโดดกันแล้ว ซึ่งบันทึกจากยุคเอโดะนั้นระบุว่ามีคนมากระโดดด้วยกัน 234 ครั้ง และอัตราการรอดชีวิตก็คือ 85.4% ครับ ถือว่าสูงเอาเรื่องอยู่ โดยคาดการณ์กันว่าเป็นเพราะด้านล่างมันมีต้นไม้ใบหญ้าหนาแน่นที่ช่วยลดแรงกระแทกนั่นล่ะครับ

เชื่อว่าการที่ในเกมนำเสนอฉากที่ผู้คนจำใจต้องโยนคนรู้จักและคนในครอบครัวลงจากระเบียงวัดไปเป็นเครื่องสังเวย ก็อ้างอิงมาจากธรรมเนียมปฏิบัติในอดีตนี้นี่เอง

ที่มาข้อมูล: https://kyoto.travel/en/destinations/kiyomizudera-temple/

https://web.archive.org/web/20090701120219/http://www.sacred-destinations.com/japan/kyoto-kiyomizudera.htm


ศาลเจ้ายาซุอิคอนปิรากุ ศาลแห่งการผูกสัมพันธ์และตัดสัมพันธ์

ศาลเจ้ายาซุอิคอนปิรากุ คืออีกหนึ่งสถานที่ในเกมที่คุณจะได้ต่อกรกับเก็นมะอย่างราโชกัน ซึ่งเป็นจอมหลอกลวงที่คอยตัดชิ้นส่วนอวัยวะของผู้คนเพื่อมาประกอบร่างของมันเอง ทำให้รูปร่างของมันนั้นอัปลักษณ์และน่าสยองเอาเรื่อง โดยเหตุการณ์ในเกมนั้น ผู้คนต่างก็มาที่ยาสุอิคอนปิรากุเพราะมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ บ้างก็ทรมานจากอาการเจ็บเข่าเรื้อรัง บ้างก็ทุกข์ใจกับการต้องฝึกซ้อมเครื่องดนตรีทุกวัน บ้างก็เป็นคู่รักที่โดนกีดกันและปรารถนาจะครองคู่กัน จึงมาขอพรที่ศาลเจ้าแห่งนี้หวังจะให้ความทุกข์ที่มีคลี่คลาย

ซึ่งในเกมศาลเจ้าแห่งนี้ก็จัดให้ครับ เจ็บเข่าใช่ไหม? ถ้างั้นก็ตัดเข่าไปเลยจะได้ไม่ต้องเจ็บ ฝึกดนตรีจนเบื่อหรือ? งั้นก็ไม่ต้องมีนิ้วแล้วจะได้ไม่ต้องซ้อมดนตรี อยากครองคู่กันไปตลอด? เช่นนั้นก็ย้ายวิญญาณไปอยู่ในตุ๊กตาทั้งคู่ซะ แค่นี้ก็ไม่ต้องกังวล จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ราโชกันในเกมทำให้ มันคือความบิดเบี้ยวและวิปลาสล้วน ๆ สิ่งที่ให้ไม่ได้เกิดประโยชน์อันใดและกลายเป็นผลร้ายถาวรด้วยซ้ำ

แล้วทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้ล่ะ? นั่นเพราะในความเป็นจริงนั้น ศาลเจ้ายาซุอิคอนปิรากุแห่งนี้เด่นเรื่องการผูกสัมพันธ์และตัดสัมพันธ์ ในแง่ที่ว่าหากต้องการผูกสัมพันธ์ที่ดีและตัดสัมพันธ์ที่แย่ก็ให้มาขอพรที่นี่ได้เลย แต่ขณะเดียวกันมันก็มีเรื่องเล่าจากชาวญี่ปุ่นมากมายที่ว่าพอมาขอพรที่นี่แล้วสิ่งที่ได้มันดันโหดกว่าที่คิดเอาไว้ครับ บางคนไปขอพรให้ได้งานใหม่ ผลคือบริษัทที่ทำงานอยู่ล้มละลายก่อนที่เจ้าตัวจะได้งานใหม่ภายหลัง บางคนไปขอพรเพราะอยากเลิกกับสามีแล้วสามีก็เสียชีวิตด้วยมะเร็ง อะไรทำนองนั้น มันก็เลยทำให้ศาลเจ้านี้มีชื่อเรื่องความดุเอาเรื่องเหมือนกัน ซึ่งไอ้แง่มุมด้านความดุในการให้พรนี่ล่ะที่ทีมงานน่าจะหยิบยกมาใช้กลายเป็นเรื่องราวในเกมครับ

ที่มาข้อมูล: https://kyotospots.com/kyoto-yasui-konpiragu-shrine-guide/

https://fromjapan.info/th/topics-about-yasui-konpiragu-shrine-of-kyoto/


นุเอะ สัตว์อสูรพันธุ์ผสมแห่งตำนานญี่ปุ่น

ภายในเกมนั้น เมื่อคุณดำเนินเรื่องไปจนถึงช่วงที่จะต้องเข้าไปในปราสาทนิโจ (Nijo-jo Castle ในเกม) นั้น คุณจะได้พบว่าใต้ปราสาทกลับซุกซ่อนศูนย์ทดลองลับสุดวิปลาสของโดเคียวเอาไว้ และหนึ่งในผลงานอำมหิตของโดเคียวก็คือการนำเอาสัตว์หลายสายพันธุ์มาผสมผสานกลายเป็นเก็นมะอย่างนุเอะที่มูซาชิจะต้องสู้นั่นเอง แถมยังมีเวอร์ชันอีโวฯเป็นมหานุเอะอีกต่างหาก โดยบทสนทนาในเกมนั้นชิซึกะจะบอกกับมูซาชิว่าในอดีตนุเอะเคยโดนมินาโมโตะ โนะ โยริมาสะปราบด้วยธนูมาแล้ว แต่ก็นั่นล่ะครับ พอเป็นเกมทั้งทีจะไม่มีให้สู้ก็กระไรอยู่ โดยที่นุเอะในเกมก็จะมีรูปลักษณ์ที่ผสมผสานสัตว์ป่าหลายชนิดเข้าไว้ด้วยกัน แต่แฝงความน่าสยองในลักษณะปีศาจเข้าไปมากยิ่งกว่าตำนาน

ด้านของโยริมาสะนั้น เขาเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ยุคเฮย์อัน และยังเป็นทั้งนักกวี ขุนนาง และเป็นซามูไร และยังมีส่วนร่วมในสงครามเก็นเปย์ช่วงต้นด้วย นอกจากนั้นแล้วชื่อของเขายังปรากฏในตำนานเฮย์เคะ (Heike Monogatari) ในฐานะของนักรบผู้สังหารนุเอะครับ ว่ากันว่าในปีค.ศ.1153 นั้น ได้มีผู้พบเห็นนุเอะปรากฏตัวเหนือวังหลวง มันคือสัตว์ร้ายที่มีเศียรเป็นลิง ร่างเป็นพยัคฆ์และหางเป็นอสรพิษ ทำให้โยริมาสะเป็นผู้มาแผลงศรสังหารนุเอะได้ภายในหนึ่งดอกจนชื่อเสียงเลื่องลือ

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าตอนที่โยริมาสะปรากฏตัวในเกม เขาออกมาโชว์สเต็ปยิงธนูใส่ราโชกันที่พ่ายแพ้มูซาชิและกำลังหลบหนีจนร่วงในดอกเดียวนั่นเอง ติดแค่ว่าแกมีสถานะเป็นวิญญาณติดที่ก็เลยไปช่วยมูซาชิสู้กับนุเอะอีกรอบไม่ได้นั่นล่ะครับ

ที่มาข้อมูล: https://jref.com/articles/minamoto-no-yorimasa-1106-1180.929/


ชูเท็นโดจิ โอนิร้ายในตำนานที่แม้หัวขาดก็ไม่สิ้นฤทธิ์

ชูเท็นโดจิ หนึ่งในบอสตัวสำคัญของเกมที่ก่อกรรมทำเข็ญอยู่ในปราสาทบนภูเขาโอเอะ และยังเป็นบอสที่ทำให้พลังโอนิของมูซาชิตื่นขึ้นจนสามารถกลายร่างเป็นโอนิมูฉะได้สำเร็จ ซึ่งก่อนที่มูซาชิจะเข้าถึงตัวของมันได้นั้น เขาต้องไปไล่ล่านักพรตที่คอยล่อลวงชาวบ้านมาเพื่อเอาเลือดและเนื้อมาเป็นอาหารและสาเกให้แก่ชูเท็นโดจิ จากนั้นก็ปลอมตัวเป็นนักพรตเพื่อเข้าปราสาทไปปะทะกับชูเท็นโดจิได้สำเร็จ

การสู้กับชูเท็นโดจิในเกมนั้น ช่วงเฟสแรกจะไม่ได้มีอะไรที่พิสดารมาก เพียงแต่ว่าเมื่อมูซาชิตัดหัวชูเท็นโดจิได้แล้ว เขากลับรู้ตัวว่ายังไม่ชนะ นั่นเพราะหัวของชูเท็นโดจิกลับลอยไปมาและเข้าโจมตีควบคู่ไปกับร่างได้พร้อมกัน จากความยากลำบากในการรับมือนี่เองทำให้มูซาชิสามารถปลุกพลังโอนิมูฉะมาเอาชนะได้ในที่สุด

ซึ่งเจ้ามุกหัวกับตัวที่แยกกันนี่ มันมีที่มาจากตำนานครับ โดยตำนานฉบับที่เก่าแก่ที่สุดเรื่องชูเท็นโดจิก็คือม้วนภาพจากศตวรรษที่ 14 ในชื่อโอเอะยามะ เอโคโทบะ หรือก็คือตำนานจากภูเขาโอเอะด้วยภาพและถ้อยคำ แล้วก็ตามสไตล์ตำนานทั้งหลายที่มักจะมีหลายเวอร์ชัน มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันไป แต่ในภาพรวมนั้น ตำนานชูเท็นโดจิจะมีอยู่ว่า ในช่วงรัชสมัยของจักรพรรดิอิจิโจ ได้เกิดเหตุการณ์หญิงสาวหายตัวไปจำนวนมากในเกียวโต ซึ่งอาเบะ โนะ เซย์เมย์ นักพรตองเมียวได้ทำนายแล้วทราบว่าชูเท็นโดจิแห่งภูเขาโอเอะอยู่เบื้องหลัง

ด้วยเหตุนี้เอง จักรพรรดิจึงสั่งการให้มินาโมโตะ โนะ โยริมิสึ (มินาโมโตะ โนะ ไรโค) และฟูจิวาระ โนะ โฮโชไปจัดการ โดยที่โยริมิสึก็ได้จัดปาร์ตี้โดยมีนักรบคู่ใจสี่คนที่เปรียบเป็นจตุราชาสวรรค์ติดตามไปด้วย ในระหว่างทางพวกเขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากเทพจำแลงกาย ที่ให้คำแนะนำว่าควรแฝงตัวเข้าไปในฐานะนักพรต พร้อมกับได้สาเกมาเพื่อเป็นบรรณาการแก่ชูเท็นโดจิ และเมื่อชูเท็นโดจิดื่มสาเกจนเมาหลับ นักรบทั้งสี่ของโยริมิสึต่างก็ช่วยกันจับแขนขาของชูเท็นโดจิเอาไว้ แล้วโยริมิสึก็เป็นผู้ลงดาบบั่นคอของชูเท็นโดจิจนหลุดออกจากตัว แต่เจ้าหัวที่หลุดออกมายังไม่ตายสนิท และมันก็อ้าปากฝังคมเขี้ยวลงบนหัวของโยริมิสึอย่างจัง ทว่าเขารอดมาได้เพราะหมวกเหล็กที่สวมใส่เอาไว้

มาถึงจุดนี้คิดว่าทุกคนก็น่าจะเข้าใจกันแล้วว่าทำไมในเกมถึงออกแบบบอสชูเท็นโดจิให้เราสู้หัวกับลำตัวแยกกันครับ

ที่มาข้อมูล: https://archive.org/details/JapaneseDemonLore/page/n61/mode/2up


โดเคียว เก็นมะจอมวิปลาสผู้มาจากดวงจันทร์

โดเคียวนี่ถือเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญของ Onimusha ฉบับรีบูตครั้งนี้ เพราะนอกเหนือไปจากเป็นหนึ่งในผู้ที่คอยปั่นหัวฝั่งตัวละครเอก และยังเป็นผู้ที่สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับใครหลายคนด้วยผลงานทดลองของตนเองแล้ว เธอยังเป็นผู้ที่มีอดีตอันลึกลับที่สุดในบรรดาตัวละครทุกตัวประจำเกมครับ โดยช่วงที่คุณไปยังพื้นที่อาราชิยามะนั้น คุณจะได้เห็นคัตซีนของเธอที่ยืนจ้องต้นไผ่ราวกับมีความหลัง และในยามที่มูซาชิเอาชนะเธอได้ เธอก็จะเปิดเผยออกมาว่าชื่อเดิมของเธอคือคางุยะ และบางคนจากดวงจันทร์ส่งเธอลงมาที่โลกโดยที่เธอก็ไม่เข้าใจว่าเหตุผลคืออะไร แต่สุดท้ายเธอก็หนีรอดไปได้

หากพูดถึงอาราชิยามะแล้ว ที่นี่คือพื้นที่ฝั่งตะวันตกรอบนอกของเกียวโต และผมเชื่อว่าใครเคยไปเที่ยวก็น่าจะพอรู้กันว่าหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลต์ประจำอาราชิยามะก็คือป่าไผ่ที่ทอดยาวสวยงามและเขียวขจีนั่นเอง เรียกได้ว่าถ้าคุณได้แวะไปที่นั่นครั้งแรก ป่าไผ่ก็น่าจะเป็นตัวเลือกต้น ๆ ที่คุณจะต้องไปชมให้เห็นกับตา และผมเชื่อว่าด้วยความที่นี่เด่นเรื่องป่าไผ่นี่ล่ะ ทีมงานก็เลยเลือกใช้เป็นจุดเผยภูมิหลังบางส่วนของโดเคียวไปเลย

นั่นเพราะว่าชื่อคางุยะที่เธอพูดถึงก็คือการอ้างอิงนิทานพื้นบ้านเรื่องทาเคโทริโมโนกาตาริ หรือก็คือนิทานเรื่องคนตัดไผ่ แต่ส่วนใหญ่คนจะเรียกกันว่านิทานเจ้าหญิงคางุยะนั่นล่ะครับ โดยนิทานพื้นบ้านเรื่องนี้มีความเก่าแก่มากที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้แต่งคือใคร โดยโครงเรื่องจะพูดถึงเจ้าหญิงคางุยะจากดวงจันทร์ที่คนตัดไผ่พบเจออยู่ในต้นไผ่เรืองแสงและเขาก็รับเลี้ยงเธอเป็นบุตรสาว เมื่อเธอเติบโตขึ้นก็ยิ่งสวยวันสวยคืน มีชายมากมายที่หมายปองจะได้ครองคู่แต่เธอก็มอบหมายภารกิจสุดโหดหินให้พวกเขาไปทำ แน่ล่ะว่าก็ไม่มีใครทำได้สำเร็จ จนความงามของเธอไปถูกตาต้องใจองค์จักรพรรดิเข้า สุดท้ายเธอจึงเปิดเผยชาติกำเนิดและเดินทางกลับไปยังดวงจันทร์ในที่สุด

ใน Way of the Sword นี้ ยังไม่มีการเปิดเผยเหตุผลว่าทำไมโดเคียวหรือคางุยะโดนส่งมาที่โลกมนุษย์ แต่ก็เชื่อได้ว่าทีมงานได้วางเซ็ตติ้งของภาคต่อ ๆ ไปเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่แน่ว่ามูซาชิอาจได้ไปตวัดดาบฟาดฟันชาวจันทราในภาคต่อ ๆ ไปก็เป็นได้ครับ

ที่มาข้อมูล: https://www.japan.travel/th/spot/1142/

https://www.jstor.org/stable/2382982


อิฟูและบุไร สองพี่น้องวายุอัสนี

อิฟูและบุไรนั้น เป็นบอสที่อาจเรียกได้ว่าเป็นตัวละครประเภทนักเลงประจำเกมครับ ความสนใจหลัก ๆ ของทั้งสองคือการสู้กับผู้ที่แข็งแกร่ง แถมอิฟูยังมีรูปทรงศีรษะที่เหมือนเป็นการทำผมทรงรีเจนต์แบบนักเลงญี่ปุ่นยุค 80 อีกต่างหาก ที่สำคัญทั้งสองยังดื้อด้านและไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เพราะว่าพอมูซาชิเอาชนะได้ตัวนึง อีกตัวก็จะมาขอแก้มือแทนภายหลัง ก่อนที่ทั้งสองจะตัดสินใจแท็กทีมเข้ามาสู้กับมูซาชิพร้อมกัน ด้วยการโจมตีประสานวายุอัสนีที่รุนแรง และสถานที่สถิตของทั้งสองก็คือวัดเคนนิน หรือเคนนินจิครับ

ในความเป็นจริงวัดเคนนินนั้นเป็นหนึ่งในห้าวัดเซ็นที่สำคัญยิ่งประจำเกียวโต ซึ่งสถานที่แห่งนี้มีงานศิลป์ที่มีชื่อเสียงอย่างภาพวาดมังกรคู่บนเพดานของหอธรรมซึ่งวาดขึ้นในปีค.ศ.2002 ในโอกาสฉลองครบรอบ 800 ปีของวัดแห่งนี้ รวมถึงภาพวาดเทพวายุ (ฟูจิน) และเทพอัสนี (ไรจิน) บนฉากบานพับที่เป็นผลงานของทาวารายะ โซทัตสึในยุคเอโดะนั่นล่ะครับ

คงไม่ต้องสงสัยว่าอิฟูและบุไรในเกมนั้นมีที่มาจากอะไร แต่ว่าภาพมังกรคู่ที่วาดในปี 2002 ไปโผล่ในยุคเอโดะได้ยังไงนั้น…ก็อย่าไปคิดมากเลยครับ

ที่มาข้อมูล: https://www.japan-guide.com/e/e3973.html

https://tsumugu.yomiuri.co.jp/en/gallery/fuujin_raijinn_story.html


เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับบทความในครั้งนี้จากเรา หากใครต้องการรับชมแบบวิดีโอ สามารถกดดูได้จากคลิปด้านล่างนี้เลยนะ หากมีอะไรน่าสนใจเราก็จะหยิบมานำเสนอกันในคราวต่อไปครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์