Games Reviews

Klonoa Phantasy Reverie Series – รีวิว [REVIEW]

โดย G-jang

Klonoa Phantasy Reverie Series – รีวิว [REVIEW]

*ขอขอบคุณโค้ดรีวิวจาก Bandai Namco Entertainment Asia มา ณ โอกาสนี้ครับ

Klonoa Phantasy Reverie Series เป็นเกมที่มัดรวมเอาเกมจากแฟรนไชส์ Klonoa เข้าไว้ด้วยกัน 2 ภาคในแบบรีมาสเตอร์ นั่นก็คือ Klonoa: Door to Phantomile ที่วางจำหน่ายในปีค.ศ.1997 บน PlayStation ตัวแรกสุด และ Klonoa 2: Lunatea’s Veil ที่วางจำหน่ายในปีค.ศ.2001 บน PlayStation 2 ซึ่งการกลับมาในคราวนี้ก็กลับมาพร้อมด้วยฟีเจอร์เสริมอย่างเช่นการปรับระดับความยาก หรือแม้แต่การเล่นสองคนในแบบโคออปครับ

ซึ่งในวันนี้ผมก็จะมาบอกเล่าความรู้สึกหลังจากที่ได้สัมผัสเกมนี้ไปแล้วให้ได้รับรู้กัน


เนื้อเรื่อง

สำหรับแฟรนไชส์นี้ ผู้เล่นจะได้รับบทบาทเป็น Klonoa ตัวเอกผู้มีชื่อเดียวกับชื่อเกม ซึ่งในฐานะของ Dream Traveler นั้น Klonoa จึงจะได้เดินทางไปยังดินแดนแห่งฝันในแต่ละภาคเพื่อช่วยแก้ไขสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของดินแดน ซึ่งในภาค Door to Phantomile เรื่องราวจะดำเนินในแดนฝันที่ชื่อ Phantomile ที่ซึ่ง Klonoa ร่วมกับเพื่อนสนิทอย่าง Huepow จะต้องร่วมมือกันเพื่อเอาชนะจิตวิญญาณแห่งความมืด Ghadius ที่หวังจะเปลี่ยน Phantomile ให้กลายเป็นฝันร้าย ส่วนในภาค Lunatea’s Veil นั้น Klonoa จะได้ผจญภัยในแดนฝันแห่งใหม่ที่ชื่อ Lunatea ซึ่งเขาจะต้องร่วมมือกับเพื่อนใหม่อีกสองคนที่ได้พบนั่นคือ Lolo และ Popka เพื่อหยุดยั้งการหวนคืนกลับมาของ Kingdom of Sorrow

ถ้าจะให้พูดถึงในส่วนของเนื้อเรื่องในเกมนี้แล้ว ก็คงจะบอกได้ว่าไม่ได้มีอะไรพิเศษเท่าไรครับ เนื้อหาจะเป็นสไตล์คล้าย ๆ การ์ตูนสำหรับเด็กคือตัวละครแต่ละตัวจะไม่ค่อยมีบุคลิกลักษณะที่ซับซ้อน ไม่มีการพยายามเล่นประเด็นละเอียดอ่อน หรือไม่มีการเล่าภูมิหลังตัวละครที่ชวนเห็นใจหรืออะไรทำนองนั้นเท่าไรนัก ตัวร้ายก็คือมีหน้าที่เป็นตัวร้ายเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่ผมพูดมานี่จะชัดเจนพอสมควรในภาค Door to Phantomile ที่เป็นภาคแรกของแฟรนไชส์ แต่พอมาในภาค 2 อย่าง Lunatea’s Veil ก็จะมีการใส่ความซับซ้อนและภูมิหลังตัวละครหลายตัวเพิ่มเข้ามาบ้าง แต่ถึงที่สุดก็ยังบอกเล่าในลักษณะของสิ่งที่ย่อยง่ายและทำความเข้าใจได้ง่ายอยู่ดี ซึ่งในจุดนี้ผมก็เข้าใจว่าด้วยตัวเนื้อหาของเกมเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะขายความสลับซับซ้อนอะไรแบบนั้นแต่แรกอยู่แล้ว ด้วยความที่หน้าเกมก็นำเสนอออกมาในแบบที่ต้องการให้เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย ดังนั้นโดยส่วนตัวผมก็มองว่าเนื้อเรื่องของเกมนี่ถึงจะไม่ใช่จุดแข็งแต่ก็ไม่ใช่จุดที่น่าตำหนิอะไรครับ


เกมเพลย์

มาพูดถึงในส่วนของเกมเพลย์กันบ้าง Klonoa ทั้งสองภาคในชุดรีมาสเตอร์ครั้งนี้ มีแก่นสำคัญที่เหมือนกันก็คือการเป็นแอ็คชันแพลตฟอร์มที่นำเสนอในแบบ 2.5D เป็นหลัก นั่นคือมุมมองที่เราได้เล่นจะเป็นในแบบด้านข้างเป็นส่วนใหญ่ จะไม่มีการเดินเข้าหรือเดินออกในเชิงลึกของมุมมอง ดังนั้นในตอนที่คุณบังคับ Klonoa เดินไปด้านข้างเรื่อย ๆ มุมกล้องก็จะทำการหมุนเลี้ยวเองอัตโนมัติทำให้รูปแบบเกมยังคงเป็นการเล่นสไตล์แพลตฟอร์มด้านข้างตลอดเวลา (อาจมีข้อยกเว้นบ้างในบรรดาฉาก set piece บางฉาก) แต่ถึงแม้การเปลี่ยนมุมมองของฉากจะเป็นไปในรูปแบบที่ตายตัวก็ยังทำออกมาได้น่าสนใจในแบบของตัวเองเหมือนกัน ที่สำคัญคือในหลายจุดนี่ มุมกล้องสไตล์ 2.5D ยังเข้ามาเป็นองค์ประกอบของการเล่นในระดับหนึ่งด้วย

ระบบการต่อสู้หลักของเกมก็คือการใช้งาน Wind Ring เพื่อจับศัตรูมาไว้ในมือ ซึ่งจากจุดนี้ Klonoa จะสามารถปาศัตรูที่จับไว้ใส่ศัตรูตัวอื่น (ซึ่งก็สามารถปาใส่ไอเท็มบางอย่างได้ด้วย) หรือจะใช้เพื่อเป็นฐานในการกระโดดกลางอากาศไปสู่พื้นที่สูงขึ้น  และนั่นก็คือระบบเกมหลัก ๆ ของทั้งสองภาคครับ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นตามฉากปกติ หรือแม้แต่สู้บอสก็ตาม ระบบเกมหลัก ๆ จะมีแค่นี้ทั้งเกม พูดง่าย ๆ ว่าทั้งสองภาคเป็นเกมแอ็คชันแพลตฟอร์มแบบคลาสสิคแท้ ๆ ไม่มีระบบกึ่ง RPG ไม่มีระบบอัปเกรดเลย แต่ว่าถึงระบบเกมหลักจะมีเท่านี้แต่สิ่งที่ทำให้เกมโดดเด่นก็คือการดีไซน์ฉากต่าง ๆ บรรดาศัตรูแต่ละประเภทที่มีประโยชน์ใช้สอยต่างกัน รวมถึงทริคและกิมมิคในการสู้บอสนั้นทำได้ดีและชาญฉลาดจนสามารถดึงให้ผู้เล่นสนใจเกมไปได้ตั้งแต่ต้นจนจบทั้งสองภาคครับ

ถ้าพูดถึงระดับความยากของเกมนี้ ส่วนตัวผมให้ไปอยู่ในระดับที่ค่อนข้างง่ายที่แม้แต่เด็กก็เล่นได้สบาย ๆ แต่ว่าเกมเมอร์คนไหนที่เป็น completionist ล่ะก็คุณจะได้เกมแอ็คชันแพลตฟอร์มที่ท้าทายฝีมือมาก ๆ ในระดับนึงเลย เพราะการที่คุณจะสามารถเก็บ Dream Stone ในแต่ละฉากให้ครบ 150 ชิ้นได้นี่ต้องอาศัยความแม่นยำในการบังคับตัวละครระดับที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเล่นบรรดาฉากแชลเลนจ์ต่าง ๆ ของเกมนี่คุณจะได้เผชิญกับสภาวะการเล่นแล้วเล่นอีกหลายต่อหลายรอบเพียงเพื่อที่จะเก็บไอเท็มเพียงหนึ่งชิ้นหรือสองชิ้นเพราะคุณโดดไม่ถึงและเอื้อมไม่ถึง พลางนั่งคิดหัวแทบแตกว่าจะต้องกระโดดยังไงอีท่าไหนนี่ล่ะครับ

ในแง่ของความเข้าถึงง่ายนี่ Klonoa Phatasy Reverie Series เป็นเกมที่เล่นได้ทุกวัยจริง ๆ เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นเกมเมอร์สายสบาย ๆ หรือจะเป็นสายจริงจังก็สามารถเล่นได้เหมือนกัน อยู่ที่ว่าคุณคาดหวังอะไรจากเกมครับ


กราฟิก

ในส่วนของกราฟิกเกมนั้น ทำออกมาได้ดีครับ บรรดาโมเดลตัวละครและฉากทำออกมาได้สวยงามสีสันสดใส ซึ่งแต่ละฉากก็มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันในแบบของตัวเองสมกับที่เรียกดินแดนในแต่ละภาคว่าเป็นแดนฝันได้ดีทีเดียว ถ้าจะมีจุดที่ผมอยากพูดถึงเพิ่มเติมก็คือภาค Lunatea’s Veil ที่จะมีลูกเล่นของมุมกล้องที่น่าสนใจมากขึ้น (เข้าใจว่าคงเพราะภาค 2 ในยุคนั้นลงให้กับ PS2 ที่ประสิทธิภาพดีกว่าด้วย)

สิ่งหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงอีกประการก็คือการที่ตัวเกมพัฒนามาให้เล่นได้ในแบบ 60FPS นี่ล่ะครับที่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับบรรดาเกมแอ็คชันที่ต้องการความลื่นไหลเป็นสำคัญ ซึ่งเท่าที่ผมเล่นมาตั้งแต่ต้นจนจบ (และได้แพลตินัม) ก็ไม่เจออาการกระตุกหรือเฟรมตกให้เห็นเลย รีมาสเตอร์มาได้ดีมากในจุดนี้


เพลงประกอบ

OST ของเกมนี้ทำออกมาได้ดีมากครับ มีบทเพลงที่น่าจดจำมากมายซึ่งดนตรีส่วนใหญ่ก็จะออกมาในสไตล์สดใสสมกับธีมของเกม ไม่ว่าจะเป็นธีมตอนสู้บอสหรือธีมประจำฉากต่าง ๆ ที่ได้รับการประพันธ์ออกมาโดยสอดคล้องกับแต่ละฉากแต่ละสถานการณ์ใช้ได้เหมือนกัน เพลงประกอบของเกมนี้ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยครับ


สรุป

Klonoa Phantasy Reverie Series เป็นชุดรวมเกมแอ็คชันแพลตฟอร์มฉบับรีมาสเตอร์สองภาคที่ทำออกมาได้ดี ด้วยตัวเกมต้นฉบับที่ทำระบบการเล่นและการนำเสนอออกมาได้ดีอยู่แล้ว เกมฉบับปรับปรุงนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่แฟนเก่าควรหามาเล่นรำลึกความหลังและใครที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนก็อยากแนะนำให้เล่นโดยเฉพาะถ้าคุณชื่นชอบแนวเกมนี้เป็นทุนเดิมครับ อย่างไรก็ตามถ้าคุณชื่นชอบระบบที่มีการพัฒนาหรือการเติบโตของตัวละครล่ะก็อาจจะรู้สึกว่าขาดอะไรไปบ้างเหมือนกัน

The Review

80% แอ็คชันแพลตฟอร์มชั้นดี สีสันสวยสดใส

Klonoa Phantasy Reverie Series เป็นภาคมัดรวมเกมแอ็คชันแพลตฟอร์มสุดคลาสสิคเข้าไว้ด้วยกันสองภาค ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัยโดยไม่เกี่ยงทักษะในการเล่น ไม่ว่าคุณจะเป็นสายชิลหรือสายจริงจังก็สนุกได้เหมือนกัน

80%

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

ข้ามไปยังทูลบาร์